Ditt's profileditt's บล็อกPhotosBlog Tools Help

Blog


    June 08

    Mozilla Firefox

    สำหรับผู้ใช้ Windows ทั่วๆไปคงคุ้นเคยกับ Internet Explorer browser ซึ่งติดมากับตัว Windows แต่นอกจาก IE แล้ว ก็ยังมี browser ตัวอื่นๆอีกมากที่ใช้ๆกัน จากในอดีตเมื่อสักสิบปีก่อน Netscape เป็น browser ที่ได้รับความนิยมมาก แต่เมื่อเจอ กลยุทธ์การ bundle IE กับ windows ทำให้ IE กลายเป็น browser ที่มีผู้ใช้มากที่สุด ในปัจจุบัน มี browser ฟรี ให้ลองใช้มากมาย ดังนั้น ก็คงไม่เสียหายอะไรนัก ถ้าจะลองใช้ browser ตัวอื่นๆที่ไม่ใช่ IE ดูบ้าง

    จุดเด่นของ firefox

    1. Mozilla Firefox เป็น browser free ที่ open source ดังนั้น ข้อดีอย่างมากก็คือ จะมี developer มาช่วยกันพัฒนา extension, plugin ต่างๆมากมาย จริงๆแล้ว ตัว firefox เองก็ทำงานเป็น browser พื้นฐานได้เท่าๆกับ IE แต่จุดเด่นคือ การเพิ่มเติมลูกเล่น หรือ extension ต่างๆ ซึ่งหา download ได้จากเวบของ firefox เอง

    2. firefox แสดงหน้า web ในรูปแบบของ tab ได้ ทำให้ที่ task bar มี program ขึ้นมาเพียง 1 ตัว สำหรับผู้ที่ชอบการเปิดหน้า web ทีละหลายๆ web พร้อมกัน การแสดงผลเป็น tab จะทำให้ task bar ไม่รกนัก

    3. สำหรับผู้ที่ชื่นชอบ google bar (ซึ่งก่อปัญหาใน IE) ใน firefox จะใส่ google toolbar มาให้เลย แถมด้วย yahoo, amazon, ebay, dictionary.com และเพิ่ม engine อื่นๆอีกได้

    จุดด้อย

    1. การใช้ firefox กับภาษาไทยนั้น ถ้าใช้ firefox ตัวมาตรฐานที่ release ออกมาจะมีปัญหาเกี่ยวกับการแสดงผล ด้วยเหตุผลของการตัดคำในภาษาไทย แต่ก็มีคนไทยที่ช่วยทำตัวตัดคำสำหรับ firefox ให้ สามารถเลือก download ได้ที่ http://linux.thai.net/plone/TLWG/firefox-thai ซึ่งก็ตัดได้ดี (แต่ยังไม่เท่า IE)

    2. ปัญหาเดียวของ firefox ที่พบอยู่ คือ web บางแห่ง ไม่ได้ออกแบบมาให้ support firefox ดังนั้น การแสดงผลจะเพี้ยนได้ แต่ส่วนใหญ่แล้ว ถ้าไม่มีลูกเล่นพวก script มากนัก การแสดงผลก็เหมือนกับที่เห็นใน IE

    3. ถ้าเปิด hotmail หรือ msn space จาก msn messenger มันจะเปิด IE ให้เสมอ ไม่ใช่ firefox ซึ่งอาจจะสร้างความรำคาญได้บ้าง เพราะเหมือนกับว่าใช้ browser 2 ตัวพร้อมๆกัน แต่เนื่องจาก msn messenger เป็นของ microsoft ซึ่งคงไม่ทำให้ msn เปิด firefox แน่ๆ

    4. การลง firefox คือการลง browser เพิ่มอีก 1 ตัว เพราะเราไม่สามารถลบ IE ออกจากเครื่องได้ เนื่องจากwindows ใช้ IE เป็น File Manager ด้วย ดังนั้น ถ้าคิดดูแล้ว การลง firefox ก็เหมือนการลงสิ่งที่เกินความจำเป็น อย่างไรก็ตาม ตัว firefox เองก็ไม่ได้กินเนื้อที่เท่าใดนัก (สำหรับตัวภาษาไทยซึ่งมี dic จะใหญ่สักหน่อย แต่ก็ราวๆ 7 MB เท่านั้น) ถ้าไม่ได้ต้องการประหยัดเนื้อที่มากๆ มันก็ไม่ได้เดือดร้อนอะไร

    สรุปความได้ว่า สำหรับผู้ที่ยังไม่เคยใช้ firefox แนะนำให้ load มาลองดู ลองปรับแต่ง feature ต่างๆ แล้วจะพบว่า firefox ดีจนเลิกใช้ IE ไปได้เลย

    May 18

    The quick brown fox jump over the lazy dogs.

    The quick brown fox jump over the lazy dogs.

    ประโยคในหัวข้อข้างบน เป็นประโยคที่รวมตัวอักษรทุกตัวในภาษาอังกฤษเอาไว้ ในภาษาอังกฤษจะเรียกว่า "pangram" ปกติแล้วจะใช้ในการทดสอบ font ในภาษาอังกฤษว่ามันจะออกมาหน้าตาเป็นอย่างไร (เพราะมันมีอักษรครบทุกตัว) แต่นอกจากจะใช้ทดสอบ font แล้ว เราก็เอามันมาใช้เป็นคำสำหรับ train model ในการทำ character recognition ได้ด้วย

    จริงๆแล้ว ประโยคข้างบน ยังใช้อักษรบางตัวซ้ำ มีคนคิดประโยคที่มีอักษรเพียง 26 ตัวได้ด้วย แต่ออกจะจำยากไปสักหน่อย ดูเพิ่มเติมได้ที่ http://rinkworks.com/words/pangrams.shtml

    ในภาษาไทย ก็มีประโยคทำนองนี้เช่นกัน มีพยัญชนะ สระ และวรรณยุกต์ครบทุกตัว (เว้น ฃ ฅ ฦ)

    เป็นมนุษย์สุดประเสริฐเลิศคุณค่า
    กว่าบรรดาฝูงสัตว์เดรัจฉาน
    จงฝ่าฟันพัฒนาวิชาการ
    อย่าล้างผลาญฤๅเข่นฆ่าบีฑาใคร
    ไม่ถือโทษโกรธแช่งซัดฮึดฮัดด่า
    หัดอภัยเหมือนกีฬาอัชฌาศัย
    ปฏิบัติประพฤติกฎกำหนดใจ
    พูดจาให้จ๊ะจ๊ะจ๋าจ๋าน่าฟังเอย ฯ

    แต่งโดยคุณเสถียร มั่นถาวรวงษ์ ผู้แต่งได้ส่งประกวดในการประกวดแต่งกลอนภาษาไทยที่มีอักขระไทยครบทุกตัวของสมาคมคอมพิวเตอร์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์
    (ขอขอบคุณ คุณแอ๊ด ปากเกร็ด จาก pantip ที่ค้นข้อมูลให้ค่ะ)

    May 15

    MicroSoft Network(MSN) ทำอะไรได้บ้าง

    หลายๆคนจะเรียก MSN Messenger ว่า msn ซึ่งจริงๆแล้ว MSN ย่อมาจาก Microsoft Network ที่มีบริการต่างๆมากมาย นอกจาก Instant Messenger ที่ใช้ๆกันอยู่

    ทาง Microsoft พยายามให้บริการลูกค้าโดยใช้ .net passport เป็น user account เดียวในการใช้บริการทุกอย่างใน MSN ตัวอย่างของบริการที่ฟรี และน่าสนใจ ของ MSN คือ

    Instant Messenger
    เป็นโปรแกรมในการคุยชนิดหนึ่ง ได้รับความนิยมอย่างมาก ปัจจุบันออก version 7 ซึ่งมีลูกเล่นมากมายเช่น รูปของคู่สนทนา, webcam support, audio conversation support, games (ปัจจุบันยังปิดบริการอยู่) สามารถตั้งห้องสนทนาหลายๆคนได้ และมี privacy control ซึ่งสามารถ block ไม่รับข้อความจากบุคคลไม่พึงประสงค์ได้ อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่า Messenger version 7 จะมี bug จำนวนมาก สร้างความหงุดหงิดให้กับผู้ใช้ได้พอสมควร
    ข้อเด่นของ messenger คือ ทาง microsoft ได้รวม service อื่นๆอีกหลายอันมาไว้ในหน้าของ messenger เช่น เตือน e-mail เข้าของ hotmail, เตือน blog update ของ msn space, alert

    Calendar
    สามารถใช้เป็น organizer ส่วนตัว ใช้จดตารางการนัดหมายต่างๆ, นัด meeting โดยส่ง mail ไปยังผู้ที่ต้องการนัดได้อัตโนมัติ, สามารถตั้ง reminder ให้เตือนทาง e-mail หรือทาง messenger ได้ (เป็น alert ชนิดหนึ่ง)

    Alerts
    จะเห็นเป็นรูประฆังอยู่ข้างล่างสัญลักษณ์หัวเขียวๆของ Messenger ในหน้าต่าง Messenger บริการนี้ใช้สำหรับเตือนการนัดหมายต่างๆ, ข่าวสาร หรือ newsletter ตามแต่จะสมัคร, บริการเตือนราคาหุ้นขึ้นลง (เข้าใจว่ามีแต่ของอเมริกา), เตือนสำหรับบริการ matching (บริการหาคู่) เป็นต้น
    ซึ่งบริการนี้เป็นเหมือนตัวกลางสำหรับบริการอื่นๆที่จะส่งถึงสมาชิก MSN

    Groups
    เช่นเดียวกับ yahoo group มา บริการที่มีคือ ส่ง e-mail สำหรับทุกคนใน group, มี webboard และ photo album ภายใน, มี ปฏิทิน และที่สำหรับ upload file ให้คนใน group

    Spaces
    เป็นพื้นที่ส่วนตัวสำหรับสมาชิก แต่มีรูปแบบค่อนข้างบังคับ คือ มี profil ส่วนตัว, อัลบั้มรูป, blog, link ต่างๆ ให้พื้นที่ 30MB เมื่อมีการ update space จะมีสัญลักษณ์รูปดาวขึ้นหน้าชื่อใน contact list ของ messenger เป็นการบอกให้คนอื่นรู้ว่า space นี้ update แล้ว เข้ามาดูได้

    บริการอื่นๆของ msn ยังมีอีกมาก หาบริการที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้จาก www.msn.com

    คู่แข่งที่สำคัญของ msn ในขณะนี้คือ yahoo ซึ่งมีบริการในรูปแบบเดียวกัน อย่างไรก็ตาม บริการบางอัน msn ยังทำได้ดีกว่า เช่น messenger แต่ก็มีบางอย่างที่ yahoo ทำได้ดีกว่า เช่น games

    เข้าใจว่า ฐานสำคัญของผู้ใช้บริการคือ e-mail account ซึ่งแต่ก่อน ผู้ที่ใช้ hotmail account ก็จะใช้บริการของ msn ส่วน yahoo ก็ใช้บริการของ yahoo แต่ปัจจุบัน การสมัครใช้บริการต่างๆไม่ยึดติดกับ e-mail ว่าต้องสังกัดค่ายใดแล้ว ฐานของผู้ใช้บริการ จึงน่าจะขึ้นกับความสะดวกสบายในการใช้บริการ การออกแบบ user interface ที่เป็น user friendly เสียมากกว่า

    May 10

    Basic Programming

    Programming language ที่ใช้กันมีอยู่มาก แต่การเรียนรู้นั้นไม่ได้ยากนัก หากเรียนรู้ภาษาหนึ่งได้แล้ว การจะไปเรียนภาษาใหม่ๆก็ไม่ใช่เรื่องยาก สำหรับ Programming language ในปัจจุบันแบ่งออกเป็น 2 แบบ คือ structure programming และ object programming

    • structure programming จะเป็นลักษณะของการทำงานที่เป็น sequence ไล่เป็นลำดับตามบรรทัดลงมาเรื่อยๆ อาจจะมีวนซ้ำบ้างเป็นช่วงๆ
    • object programming มีการ group สิ่งที่สนใจเข้าด้วยกัน แล้วให้ character ต่างๆกับ object มุมมองของ programming ในลักษณะนี้จะมองเป็นสิ่งต่างๆเป็นกลุ่ม และมองความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่ม

    Variable
    ในภาษาไทยเรียกว่า ตัวแปร เป็นการจองพื้นที่ไว้จำนวนหนึ่งเพื่อเก็บค่าต่างๆ และตั้งชื่อให้พื้นที่นั้น เพื่อให้เรียกใช้สะดวก

    Syntax
    เป็นรูปแบบประโยคสำหรับคำสั่งต่างๆ ซึ่งแต่ละภาษา รูปแบบประโยคก็อาจจะต่างกันถึงแม้จะทำงานเหมือนๆกัน ในการเขียนโปรแกรม จะหาข้อมูลเกี่ยวกับ syntax ได้จาก manual ของภาษานั้นๆ

    Control structure
    รูปแบบที่สำคัญสำหรับการเขียนโปรแกรมมี 3 แบบ คือ sequence, conditional และ loop โดยปกติแล้ว โปรแกรมทุกชนิดจะทำงานเรียงบรรทัด นั่นคือแบบ sequence แต่จะมีบางคำสั่งที่ทำให้โปรแกรมสามารถทำซ้ำบางส่วนของโปรแกรมได้ ตัวอย่างของคำสั่งเหล่านี้คือ for, while do, do while หรือ repeat until, for each ส่วนการทำงานแบบ conditional คือการให้เงื่อนไขในการเลือกทำหรือไม่ทำสิ่งที่กำหนด คำสั่งที่ใช้คือ if นอกจาก 3 รูปแบบนี้แล้ว บางภาษา จะมีคำสั่งให้ข้ามไปยังจุดที่ต้องการได้ (goto) แต่คำสั่งนี้ไม่ควรใช้บ่อยนัก เพราะจะทำให้ source code ไม่เป็นระเบียบ ปรับปรุงแก้ไขยาก

    ในที่นี้จะไม่กล่าวถึงลักษณะ Object Oriented Concept

    สำหรับผู้ที่พึ่งหัดเขียนโปรแกรม แนะนำให้หัดจาก structure programming ก่อน หรือถ้าจะใช้ภาษาที่เป็น OO ก็อาจจะข้ามๆส่วนที่เป็น OO ไป และเรียนรู้เฉพาะส่วน control structure ให้ได้ก่อน ค่อยเริ่มเรียนรู้ส่วน OO

    ภาษาที่นิยมใช้กันในปัจจุบัน ในสายคอมพิวเตอร์จะนิยม c/c++, java เป็นหลัก แต่สำหรับผู้ที่ไม่ได้เรียนคอมพิวเตอร์ แต่ต้องการเขียนโปรแกรมเพื่อใช้ในการทดลอง MATLAB ก็เป็น tools ที่ดีมากๆตัวหนึ่ง เพราะมี function ต่างๆให้ค่อนข้างครบถ้วน ไม่ต้องเขียนเอง ถึงจะ run ช้าไปบ้าง

    May 03

    phpBB

    เมื่อก่อน การเขียนเวบบอร์ดสักอัน เป็นเรื่องที่ยุ่งยาก (ในการทำให้สวย และมีลูกเล่นเยอะๆ) แต่สมัยนี้มี template free มากมาย เป็นบอร์ดสำเร็จรูปให้ download ไปใช้ได้ และเนื่องจากความสะดวกในการ update ข้อมูลที่ไม่ต้องแก้หน้าเวบบ่อยๆ ทำให้เวบบอร์ดถูกใช้เป็นหน้าหลักในการทำเวบมากขึ้น

    script ยอดนิยมที่ใช้กันคือ php เพราะ สามารถ run ได้บน server ทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็น windows, unix หรือ linux และแน่นอน ... ฟรี ชื่อ template ที่นิยมๆกันเช่น phpBB, invision board เป็นต้น feature หลักๆของเวบบอร์ดเหล่านี้คือ post system, member system, private message และ หน้าเวบสำหรับ admin แต่รายละเอียดปลีกย่อยเช่น การ post รูป, การใส่ปฏิทิน หรืออื่นๆ ก็มีแต่ต้องลงเพิ่มด้วยตนเอง

    ขั้นตอนการลง phpBB

    1. ต้องมี web server ที่ support php และมี database (ของค่ายใดก็ได้) ซึ่งส่วนใหญ่ที่พบนั้น webserver จะเป็น apache และ database เป็น mysql เพราะฟรีทั้งคู่
    2. download directory phpBB จาก www.phpBB.com เปลี่ยนชื่อ directory ตามต้องการ เช่น เปลี่ยนจาก phpBB เป็น mywebboard แล้วเข้าสู่หน้าแรกของเวบนั้น เช่น http://myurl.com/mywebboard
    3. จะมี form ให้ setup ตั้งค่าต่างๆให้ถูกต้องแล้ว submit ก็เป็นอันเสร็จสิ้นการลง phpBB

    style

    คือ หน้าตาของ webboard ซึ่ง phpBB เริ่มต้นจะให้มา style เดียว คือ subSilver แต่ก็มีผู้ทำ style แบบต่างๆให้ download อยู่ทั่วไป ซึ่งนำมาลงเพิ่มได้ง่ายมาก เพียงแค่ copy directory นั้นมาใส่ใน directory templates ของ phpBB root แล้วไปตั้งค่าเพิ่มที่ admin panel ในเวบ ก็เสร็จ

    feature เพิ่มเติม

    ตัว add-on หรือ mod ของ phpBB มีผู้ทำไว้ให้ download มากมาย ในตัว phpbb.com เองก็มีผู้ที่ทำแล้ว release ให้ download ในเวบนั้น ขั้นตอนการ install mod จะยุ่งยากกว่าการลง phpBB สักนิด เพราะมักจะต้องมีการแก้ไข file ต่างๆ แต่ mod ที่ได้มาตรฐานทุกตัวจะมีวิธีการ install เป็น text file บอกขั้นตอนในการแก้ไข file อย่างละเอียด อย่างไรก็ตาม mod ทุกตัวทำให้ run ได้บน subSilver style สำหรับ mod ที่ต้องการให้แสดงผลใน template อื่นๆด้วย ก็ต้องแก้ไข file ของ template อื่นๆด้วยเช่นกัน

    April 30

    คำผวน

    คำผวน เป็นการสลับตำแหน่งของพยัญชนะในคำ แล้วได้อีกความหมายหนึ่ง คำผวนที่น่าเล่นคือคำที่ผวนแล้วมีความหมายทั้งสองทาง คำผวนส่วนมากมันมีความหมายในทางทะลึ่งลามก เนื่องจากคนโบราณเลี่ยงที่จะพูดคำเหล่านั้นตรงๆ เพราะถือว่าไม่สุภาพ เราจะเห็นได้ว่ามีคำหลายคำที่ดูธรรมดา แต่เขาห้ามเรียก เช่น แปดตัว ให้เรียกว่า สี่คู่ เป็นต้น บางคำนั้นปัจจุบันก็ไม่เห็นว่ามันจะผวนแล้วไม่สุภาพตรงไหน เพราะศัพท์บางคำก็ถือเป็นศัพท์โบราณไปแล้ว

    เขาว่ากันว่า คนที่เล่นคำผวนเก่งมี 2 ประเภท คือ คนหัวไว และ คนทะลึ่ง คนประเภทหลังดูจะเยอะกว่าประเภทแรก คำถามล่างๆนี้สามารถจำแนกประเภทของคนได้ ว่าผวนเก่งเพราะหัวไว หรือทะลึ่ง

    1.คำถามข้อหนึ่ง
    มาหนึ่งตัวมองไม่ชัด
    มาสองตัวมองไม่เห็นเลย
    มากี่ตัวมองเห็นชัด

    2. คำถามข้อสอง
    สีอะไรให้ลูก

    ลองเดากันเอง คงไม่เฉลยในที่นี้

    สำหรับคำผวนที่เป็นกลอนที่เป็นที่กล่าวขวัญมาก คือ สรรพลี้หวน คาดว่าแต่งสมัยปลายอยุธยา เนื้อหาในนั้นเป็นนิทาน แต่ยังหาต้นฉบับเต็มๆที่จบเรื่องไม่ได้ แน่นอนว่า เนื้อหาก็ตรงตามชื่อสรรพลี้หวนจริงๆ

    April 25

    การทำ webpage

    ภาษามาตรฐานที่ใช้ใน web page ดั้งเดิม คือ html (HyperText Markup Language) โดยลักษณะของการ mark up คือ เป็น tag เปิดปิด คร่อมข้อความที่ต้องการ แต่ html ไม่สามารถ interact กับผู้ใช้ได้ สามารถแสดงผล (ภาพและข้อความ) ได้เท่านั้น ทำให้ html เพียงอย่างเดียว ไม่เพียงพอกับการทำ web ในปัจจุบัน

    การแก้ปัญหา ทำได้โดยใช้ script เข้ามาช่วย ทำให้ web นั้น dynamic มากขึ้น สำหรับ script แบ่งออกเป็น 2 แบบ คือ server side script และ client side script โดยแบ่งตามลักษณะการทำงาน

    server side script เป็น script ที่ทำงานที่ server ใช้ในงานเกี่ยวกับความปลอดภัย ใช่ verify password ตัวอย่างของ script เหล่านี้คือ php, perl, asp.net แบบ run at server เป็นต้น

    client side script เป็น script ที่ run ที่ client ส่วนมากจะใช้เพื่อจัดความสวยงามในการแสดงผล เพราะไม่ต้องการให้ server ต้องรับภาระในการคำนวณหนักจนเกินไป ตัวอย่าง script เช่น java script, flash

    ความสามารถของ script เหล่านี้เทียบเท่ากับ programming language อื่นๆทั่วไป ดังนั้น จึงมีบุคคลบางกลุ่มใช้ script ในการ hack web server หรือปล่อย virus เข้าสู่เครื่อง การจะ run script ต่างๆจึงต้องระมัดระวังบ้าง

    April 24

    Hidden Markov Model

    Hidden Markov Model หรือ HMM เป็น model หนึ่งที่ใช้เป็น recognizer สำหรับ pattern recognition ได้

    ลักษณะ
    HMM มีลักษณะเป็น state machine แบบ Mealy (output ขึ้นกับ state และ input) สาเหตุที่ถูกเรียกว่า hidden เพราะเราจะไม่รู้ขั้นตอนการเปลี่ยนแปลง state ที่ทำให้เกิด output เลย สิ่งที่เรารู้มีเพียง output ที่ออกมา

    สัญกรณ์ (Notation)
    HMM หรือเรียกย่อๆว่า model จะถูกแทนด้วย lamda = (A,B,pi) โดย

    • A แทน prob ในการเปลี่ยนจาก state หนึ่งไปเป็น state อื่นๆ
    • B แทน prob ในการให้ output ต่างๆที่ state ต่างๆ
    • pi แทน starting state

    ปัญหาพื้นฐาน

    1. การหา prob สูงสุด ที่เป็นไปได้ของ output เมื่อให้ model มา
    2. การหา state sequence ที่ทำให้ได้ prob สูงสุด เมื่อให้ model และ output มา
    3. การหา model ที่ทำให้ได้ prob สูงสุด เมื่อให้ output มา

    ปัญหาข้อที่ 1
    ใช้ในการหาความน่าจะเป็นที่ output sequence หนึ่งๆ จะ match กับ model ตัวอย่าง มี algorithm ให้เลือกใช้ในการแก้ปัญหานี้ 2 แบบ คือ forward algorithm และ backward algorithm ซึ่งเป็น dynamic programming ทั้งคู่

    ปัญหาข้อที่ 2
    ใช้เป็นส่วนหนึ่งในการ train model โดยใช้ Viterbi algorithm ในการแก้ปัญหา ซึ่ง algorithm นี้ก็เป็น dynamic programming เช่นกัน

    ปัญหาข้อที่ 3
    คือสิ่งที่จะทำเมื่อต้องการ train model โดยหลักการแล้ว จะสร้าง model ต่างๆแล้วใช้ algorithm สำหรับปัญหาข้อที่ 2 ในการ maximize เพื่อหา prob สูงสุดที่ model นั้นๆทำได้สำหรับ observation แล้วเลือก model ที่มี prob สูงสุดเป็นคำตอบ algorithm ที่ใช้แก้ปัญหาข้อนี้มี 2 แบบ คือ segmental k-means และ Baum-Welch re-estimation

    foo & bar

    foo และ bar เป็นศัพท์ที่ใช้ในวงการคอมพิวเตอร์ โดยมักจะถูกใช้เป็นชื่อในการยกตัวอย่างต่างๆ ผู้ที่เริ่มศึกษาคอมพิวเตอร์ใหม่ๆอาจจะงง ว่าทำไมต้อง foo แล้วทำไมต้อง bar แต่เมื่ออ่านไปหลายๆเรื่อง ก็จะพบทั้งสองตัวนี้เป็นประจำ

    ใน RFC3092 จะมีความหมาย และที่มาของ foo, bar และศัพท์ทำนองนี้ที่ใช้ในการยกตัวอย่าง รวมถึง reference ว่ามีการใช้คำเหล่านี้ใน RFC ได้บ้าง

    อ้างอิง http://www.faqs.org/rfcs/rfc3092.html

    April 21

    International Course ในเมืองไทย

    ที่คณะพึ่งจะเปิดหลักสูตรนานาชาติเป็นปีแรก มีคนให้ความสนใจสมัครพอสมควร อัตราการแข่งขันราวๆ 2:1 ถ้ารับเต็มจำนวน แต่คณะก็บอกไว้ว่า อาจจะรับไม่เต็มจำนวน จะรับเฉพาะที่มีคุณสมบัติผ่านเท่านั้น สาเหตุในการเปิดหลักสูตรนานาชาติ ตามที่แจ้ง คือ เพื่อรองรับตลาดระดับสากล เพราะไทยเปิดการค้ากับต่างประเทศมากขึ้น อุตสาหกรรมต่างๆขยายตัวมากขึ้น และมีการร่วมทุน หรือกิจการกับต่างชาติเพิ่มขึ้น หลักสูตรนานาชาติจึงถูกออกแบบมาเพื่อรองรับความเป็น "สากล" นี้

    แต่ถ้ามองย้อนกลับไป หลักสูตรเดิมที่เป็นอยู่มีอะไรบกพร่อง ถึงจะรองรับความเป็นสากล ไม่ได้ ตัวเนื้อหานั้นเชื่อได้ว่าไปเทียบกับนานาอารยประเทศ ก็ไม่ต่างกับเขามากนัก ตัวอาจารย์ผู้สอน เป็นชุดเดียวกับที่สอนหลักสูตรปกติ ดังนั้น คุณภาพ และมุมมองของอาจารย์ ไม่ต่างกับหลักสูตรเดิมแน่ๆ หรือจะเป็นที่ภาษาอังกฤษ ซึ่งเป็นข้อแตกต่างอย่างเห็นได้ชัด แต่ภาษาอังกฤษก็ไม่ใช่ใจความสำคัญของเนื้อหาวิชา ถ้าจะบอกว่าหลักสูตรนานาชาติดี เพราะสอนเป็นภาษาอังกฤษ เห็นจะไม่ถูกต้องนัก

    ข้อแตกต่างที่เห็นได้ชัดของหลักสูตรนานาชาติกับหลักสูตรปกติอีกข้อ คือ ค่าเล่าเรียน ซึ่งจะสูงกว่าหลักสูตรปกติหลายเท่าตัว แต่เด็กที่เรียนในหลักสูตรเหล่านี้ก็ใช้ทรัพยากรต่างๆของมหาวิทยาลัยได้เท่าๆกันกับหลักสูตรปกติ ถ้าเช่นนั้น เหตุใดจึงต้องเก็บค่าเล่าเรียนสูงด้วย ถ้าเด็กสามารถเลือกได้ ก็คงเลือกเรียนหลักสูตรที่ราคาต่ำกว่า ดังนั้น เด็กที่เหลือมาเรียนหลักสูตรนานาชาติส่วนใหญ่ จึงเป็นเด็กที่ไม่สามารถเข้าเรียนหลักสูตรปกติได้ หรือว่ากันตามภาษาชาวบ้าน หลักสูตรอินเตอร์ ก็คือหลักสูตรหาเงินของมหาวิทยาลัย คุณภาพที่ได้ ส่วนใหญ่ก็ด้อยกว่าหลักสูตรทั่วๆไป

    อย่างไรก็ตาม กฎทุกกฎย่อมมีข้อยกเว้น เด็กระดับต้นๆของหลักสูตรนานาชาติ มักจะได้รับทุนจากมหาวิทยาลัย ดังนั้น ถึงค่าเล่าเรียนจะแพง แต่ก็ไม่ต้องจ่าย ดังนั้น ก็จะมีเด็กจำนวนหนึ่งที่ตั้งใจเข้าเรียนหลักสูตรนี้ตั้งแต่ต้น เพราะเชื่อว่าน่าจะได้รับการยกเว้นค่าเล่าเรียน และได้กำไรจากการที่เรียนเป็นภาษาอังกฤษตลอด ทำให้ได้เปรียบด้านภาษาด้วย แต่ก็ต้องยอมรับว่า เด็กกลุ่มนี้เป็นจำนวนน้อยมากๆเทียบกับจำนวนเด็กทั้งหมดในหลักสูตร

    ทั้งท่จริงๆแล้ว หลักสูตรนานาชาติ น่าจะเป็นหลักสูตรชั้นดี ที่เด็กแย่งกันเข้า แต่จากการบริหารจัดการที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ทำให้กลายเป็นหลักสูตรที่คนส่วนใหญ่จะไม่เลือกถ้าไม่มีทางเลือกที่ดีกว่า หากลดความแตกต่างด้าน ค่าเล่าเรียน หรือสร้างจุดแข็งในเรื่องความเป็นนานาชาติ เช่น มีอาจารย์จากมหาวิทยาลัยมีชื่อเสียงในต่างประเทศมาสอน ส่งไปเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนที่ประเทศอื่น รับนักศึกษาต่างชาติที่มีคุณภาพเข้ามาเรียน หลักสูตรนี้ก็น่าจะกลายเป็นหลักสูตรที่เด็กแย่งกันเข้า และสร้างคนที่มีคุณภาพจริงๆได้ตามวัตถุประสงค์

    April 20

    Speech Recognition

    Speech Recognition เกิดขึ้นเพราะต้องการให้คอมพิวเตอร์สามารถเข้าใจเสียงพูดของมนุษย์ได้ สาขานี้อาศัยความร่วมมือของผู้เชี่ยวชาญ 3 สาขาหลักๆ คือ ภาษาศาสตร์ (linguistics), digital signal processing (DSP), computer science

    ในทำนองเดียวกันกับ handwriting recognition จะเห็นได้ว่า เสียงพูดของมนุษย์ ถ้าพูดคำเดียวกัน เสียงผู้ชาย ผู้หญิง เด็ก นั้น ไม่เหมือนกัน แต่ฟังได้ว่าเป็นคำเดียวกัน ดังนั้นต้องมีลักษณะอะไรบางอย่างที่เป็น feature ของคำ ที่ทำให้คน recognize ได้ สำหรับการประมวลผลด้วยคอมพิวเตอร์ ข้อมูลดิบของเสียงพูดจะอยู่ในลักษณะของคลื่นใน time domain (ความดังของเสียง ณ เวลาต่างๆ)

    อย่างไรก็ตาม การพิจารณาใน time domain ไม่สามารถบอกความแตกต่างของเสียงได้ แต่ถ้าพิจารณาใน frequency domain จะพบว่า เสียงที่ต่างกันนั้น มีลักษณะคลื่นต่างกันอย่างเห็นได้ชัด

    ดังที่กล่าวแล้วว่า เสียงเป็นคลื่นชนิดหนึ่ง ซึ่งเกิดจากลมที่หลอดลมถูกส่งออกมาทางปาก แต่ระหว่างทางก็จะผ่านส่วนต่างๆตั้งแต่ เส้นเสียง คอ ปาก จนหลุดออกมาที่ริมฝีปาก ส่วนที่มีผลอย่างมากต่อการทำให้ลมนั้นเป็นเสียงที่ต่างกัน คือ เส้นเสียง และอวัยวะในช่องปาก การศึกษาเรื่องวิธีการออกเสียงต่างๆนี้อยู่ในวิชาสัทศาสตร์ (phonetics)

    จากการศึกษาพบว่า วิธีการออกเสียงจะส่งผลโดยตรงถึงลักษณะต่างๆของคลื่นใน frequency domain ดังนั้น ในการ recognize เราจะหา feature จาก frequency domain เป็นหลัก

    เช่นเดียวกับ pattern recognition อื่นๆ ในขั้นตอน pre-processing ต้องมีการกำจัดข้อมูลรบกวน เช่น noise, ปรับความดังให้อยู่ในระดับมาตรฐาน สำหรับตัว recgonizer ก็เลือกเอาตามสะดวก (จริงๆแล้ว ก็มีงานวิจัยว่า recognizer ตัวใดเหมาะสมกับงานประเภทนี้อยู่)

    ตัวอย่าง application ที่ใช้ speech (หรือ voice) recognition คือ โทรศัพท์ตอบรับอัตโนมัติ เช่น จองตั๋วเครื่องบิน สอบถามรอบฉายภาพยนตร์ หรือการสั่งการอุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆด้วยเสียง ในต่างประเทศ application เหล่านี้ค่อนข้างแพร่หลายแล้ว แต่ในไทย เนื่องจากเรายังไม่สามารถทำ recognizer ที่มีประสิทธิภาพดีเพียงพอที่จะนำมาใช้เชิงธุรกิจได้ จึงยังไม่เห็นการนำมาใช้มากนัก

    April 19

    ภาษา เป็นอุปสรรคในการศึกษาทางวิทยาศาสตร์

    มีหลายคนบอกว่า ตำราภาษาทางวิทยาศาสตร์ที่เป็นภาษาไทยมีน้อย ทำให้เด็กไทยขาดแหล่งค้นคว้าหาความรู้เพิ่มเติม ส่วนศัพท์แสงต่างๆที่ใช้ในวงการวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่ก็จะเป็นภาษาอังกฤษ ทำให้คนที่ไม่ชอบภาษาอังกฤษ พาลจะไม่ชอบวิทยาศาสตร์ไปด้วย

    สำหรับภาษาอังกฤษ ส่วนตัวแล้วยังเห็นว่า จำเป็นมากสำหรับการเรียนในสาขาวิทยาศาสตร์ เพราะงานประชุมวิชาการ วารสารวิชาการ ต่างๆ ระดับสากลก็เป็นภาษาอังกฤษทั้งสิ้น การแปลตำราที่มีเป็นภาษาไทย จะช่วยได้สำหรับผู้ที่กำลังเริ่มเรียนรู้ หรือความรู้ขั้นต้น แต่ในระดับของการต่อยอดในระดับสูง ก็จำเป็นต้องใช้ภาษาอังกฤษอยู่ดี

    ในเรื่อง ศัพท์เทคนิคที่ใช้กันนั้น ราชบัณฑิตท่านพยายามแปลให้เป็นภาษาไทยแล้ว แต่ไม่ค่อยเป็นที่นิยมใช้นัก สำหรับผู้ที่เชี่ยวชาญอยู่ในวงการ ก็ใช้ภาษาอังกฤษกันมาจนชิน พอแปลเป็นไทย กลายเป็นว่าไม่เข้าใจ ต้องแปลกลับให้เป็นภาษาอังกฤษ ทำให้ไม่ค่อยอยากใช้ และอาจจะลามไปถึงว่า ไม่อยากแปลตำราให้เป็นภาษาไทย เพราะเข้าใจว่า มันจะทำให้คนอ่านเข้าใจเนื้อหานั้นยากขึ้น หรือถ้าจะทับศัพท์ไป ก็กลายเป็นว่าใช้ไทยคำอังกฤษคำ ก็ไม่ดีอีก

    การใช้ศัพท์โดยไม่แปลนั้นก็มีข้อดี เพราะจะทำให้ผู้เรียนไปอ่านตำราที่เป็นภาษาอังกฤษได้สะดวกขึ้นมาก เพราะศัพท์ที่ใช้เป็นตัวเดียวกัน ตำราวิชาการส่วนมาก ไม่ต้องเก่งภาษามาก ก็พออ่านได้ เพราะรู้ศัพท์แทบทุกตัวในนั้น แต่ถ้าเรียนมาเป็นภาษาไทยทั้งหมด ก็แทบจะอ่านไม่รู้เรื่องเลย เพราะไม่เข้าใจศัพท์เฉพาะเหล่านั้นว่ามันคืออะไร

    การแปลศัพท์เฉพาะให้เป็นภาษาไทย จำได้ว่ามีช่วงหนึ่ง ที่การแปล จะแปลโดยใช้คำบาลีสันสกฤต เข้าใจว่า คงให้เทียบได้กับภาษาอังกฤษซึ่งใช้คำที่มีรากศัพท์เป็นลาติน แต่ก็ทำให้คนไทยไม่เข้าใจอยู่ดี หลังๆมานี้ก็เลยใช้ภาษาธรรมดา แต่ก็กลายเป็นว่าต้องใช้คำยาวๆ เยิ่นเย้อ เสียอีก ภาษาอังกฤษก็ไม่เอา คำยาวๆก็ไม่เอา บาลีสันสกฤตก็ยากไม่เอาอีก กลายเป็นว่า ไม่เรียนเลยเสียจะดีกว่า (อันที่จริงคำยาวๆ คงมีแต่ผู้เชี่ยวชาญที่ไม่ชอบ คนทั่วไปคงไม่คิดอะไร)

    การใช้ศัพท์เทคนิคภาษาไทย บางคำก็เป็นที่ยอมรับ เช่น สมการ (equation = การเท่ากัน แปลตรงตัวดีมาก) ก็เห็นว่าใช้กันได้ ไม่เห็นจะบ่นอะไร มันขึ้นอยู่กับการยอมรับที่จะเปลี่ยนของผู้เชี่ยวชาญในวงการทั้งหลายเสียมากกว่า หากท่านเหล่านั้นใช้ภาษาไทยกันให้บ่อยขึ้น ผู้ที่จะเรียนรู้ใหม่ๆได้ยินได้ฟังภาษาไทยกันมากขึ้น ก็จะติดหู และยอมรับกันไปได้เอง

    แต่ดูจากความสามารถทางภาษาอังกฤษของคนไทยโดยรวม และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง คนไทยบางกลุ่มแค่เห็นว่าเป็นภาษาอังกฤษก็ถอยแล้ว โดยยังไม่ได้อ่านเนื้อหาด้วยซ้ำ การแปลใช้ภาษาไทย ดูจะเป็นหนทางที่ได้ประโยชน์กว่า เพราะทำให้คนสนใจกว้างขึ้น มีผู้เรียนรู้ได้มากขึ้น ในขณะที่ถ้าใช้ภาษาอังกฤษ ความรู้ก็จะจำกัดอยู่แต่กลุ่มผู้เชี่ยวชาญ และคนที่ตั้งใจจริงๆเท่านั้น

    April 18

    มุมมองตลาดงานคอมพิวเตอร์ในเมืองไทย

    สำหรับเมืองไทย คนจบ Com Sci, Com Eng, IT ลักษณะงานแทบจะไม่ต่างกัน เพราะตัวหลักสูตรเองก็ไม่ต่างกันมากนัก (เพราะต้องทำให้ support ตลาดงาน) อาจารย์ท่านหนึ่งกล่าวไว้ว่า ความต้องการของตลาด หลักสูตร และความคาดหวังของผู้เรียน ก็เป็นเหมือนเวกเตอร์แกน x y z ซึ่ง dot กันแล้วได้ 0 ทุกแกน  หมายความว่า สิ่งที่เรียน ก็แทบไม่ได้เอาไปใช้งาน สิ่งที่อยากเรียนก็ไม่สอน งานที่ต้องทำก็ไม่ใช่สิ่งที่อยากเรียน แต่ผู้ที่จะอยู่ในสายงานนี้ได้ ต้องเป็นผู้ที่หมั่นหาความรู้ด้วยตนเองอยู่เสมอ เพราะวิชาด้านคอมพิวเตอร์จะล้าสมัยเร็วมาก ดังนั้น สิ่งที่สอนกันในมหาวิทยาลัยก็มักจะเป็นแค่พื้นฐานสำหรับไปศึกษาต่อด้วยตนเอง

    ลักษณะงานแบ่งได้ออกเป็น 3 สายงานหลักๆ

    1. Hardware ค่อนข้างออกไปในแนว electronics ซึ่งส่วนใหญ่จะมีแต่ com eng
    2. Software เกี่ยวกับการทำโปรแกรมต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Enterprise Solution
    3. Network

    ตลาดงานที่เป็น Majority มากๆคือ Software รองลงไปเป็น Network ส่วน Hardware มีน้อยกว่า อาจจะเป็นเพราะต้องลงทุนในด้านอุปกรณ์ด้วย ทำให้ส่วนใหญ่มุ่งไปทาง Software หรือ Network แทน

    งานทั้ง 3 สาย สามารถแบ่งระดับผู้ปฏิบัติงานได้เป็น 2 ระดับ คือ ระดับ Design และ Developer (หรือพูดแย่ๆว่า สมอง กับ แรงงาน) โดยทั่วไปแล้วเด็กที่จบมาใหม่ก็จะเริ่มต้นที่ Developer ก่อน เพื่อสั่งสมประสบการณ์ แล้วจึงก้าวไปสู่ระดับ Design

    การเติบโตในสายอาชีพด้านคอมพิวเตอร์มี 2 สายหลักๆ ที่เห็นได้ชัด คือ สายบริหาร และ สายเทคนิค

    • ในสายบริหาร หลังจากผ่าน project มาระดับนึง ก็จะได้เลื่อนขั้นเป็น project manager และคุม project ที่ซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ สายงานนี้ ก็เหมือนการทำงานบริหาร ผู้ที่จะเติบโตในสายงานนี้ต้องมีคามเป็นผู้นำ มีความสามารถด้านการบริหารจัดการความเสี่ยง จัดการทรัพยากรให้เหมาะสม
    • สำหรับคนที่ไม่ชอบงานบริหาร หลังจากผ่าน project มาระดับนึงจนเริ่มมีความเชี่ยวชาญ จะได้ตำแหน่งในลักษณะ specialist และอาจะเป็น consultant ในด้านเทคนิคต่อไป

    สาขาย่อยที่ค่อนข้างโดดเด่นของงานคอมพิวเตอร์เมืองไทยในปัจจุบัน คือ MIS (Management Information System) และ Computer Graphic & Animation

    • MIS ก็คือการนำคอมพิวเตอร์มาช่วยในการเก็บรวบรวมข้อมูล และวิเคราะห์ผลต่างๆ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่องค์กร และช่วยในการตัดสินใจของผู้บริหาร จะเห็นได้ว่า ปัจจุบันคอมพิวเตอร์เข้าไปมีบทบาทในองค์กรทุกระดับ ผู้ชำนาญในสาขานี้จึงเป็นที่ต้องการมาก งานในด้านนี้ต้องการความสามารถด้านการวิเคราะห์ความต้องการของระบบ และการ design ระบบงาน
    • CG & Animation เข้ามาอยู่ในกระแส เพราะรัฐบาลสนับสนุน เห็นได้จากงาน TAM ปีแรกกับปีที่สอง บริษัทต่างๆมีพัฒนาการอย่างเห็นได้ชัด จริงๆแล้วงานในสายนี้ ผู้ที่ไม่ค่อยมีความสามารถเชิงศิลปะก็สามารถทำได้ เพราะลึกๆแล้ว การสร้างรูปต่างๆ การเคลื่อนไหวแบบต่างๆ อธิบายด้วยสมการเชิงคณิตศาสตร์ทั้งสิ้น วิชาทำนองนี้ที่สอนในมหาวิทยาลัยต่างๆ จึงไม่ใช่วิชาสอนวาดรูป แต่เป็นสมการคณิตศาสตร์ต่างๆ

    สาเหตุที่ลักษณะงานเมืองไทยยังวนเวียนอยู่เท่านี้ ยังไม่หลากหลาย ไม่มี software ดีๆระดับ Microsoft Office, Photoshop เพราะ คนไทยยังไม่ให้ความสำคัญกับเรื่องลิขสิทธิ์ คนไทยมักคิดว่า การจ่ายเงินซื้อโปรแกรมราคาระดับพันบาท แพงเกินไป โดยไม่คิดถึงค่ามันสมองของทีมพัฒนา ทำให้บริษัทไทยต้องทำธุรกิจในเชิง Enterprise Solution หรือ การรับจ้างพัฒนาระบบ เพราะระบบเหล่านี้ ทำทีเดียวใช้ได้ทุกที่ ทุกบริษัทก็ทำเหมือนๆกัน และได้เงินแน่นอน

    April 17

    ตัวอย่าง : Online Thai Handwriting Recognition

    การ recognizer ลายมือแบ่งออกเป็น 2 แบบ คือ online และ offline

    • แบบ online คือแบบที่เก็บข้อมูลขณะเขียนอยู่ ข้อมูลที่ได้จะเป็น sequence ของจุด x-y ที่ประกอบขึ้นเป็นเส้นของอักขระ
    • แบบ offline คือแบบที่เก็บข้อมูลหลังจากเขียนเสร็จแล้ว ดังนั้น ข้อมูลที่ได้จะเป็น set ของจุด x-y

    ตัวอย่างของข้อมูลแบบ online เช่น handwriting ใน PDA, Tablet PC ส่วนแบบ offline เช่น รหัสไปรษณีย์ที่เขียนบนซองจดหมาย
    จะเห็นได้ว่า การเก็บข้อมูลแบบ online จะได้ข้อมูลมากกว่าแบบ offline ซึ่งก็น่าจะให้ผลที่ถูกต้องดีกว่า แต่ในความเป็นจริง ลำดับในการเขียนไม่ใช่สิ่งทีสำคัญ มนุษย์ตีความลายมือที่เห็นหลังจากที่เขียนเสร็จ (มนุษย์ทำแบบ offline) ดังนั้น การนำลำดับในการเขียนมาพิจารณา ก็จะให้ผลที่ไม่ค่อย robust เท่าใดนัก

    Train & Test Data : ลายมือเขียนอักขระภาษาไทย (พยัญชนะ + สระ + วรรณยุกต์) ของคน 63 คน โดยเขียนคนละ 3 รอบต่อ 1 อักขระ
    Feature : แบ่งเส้นของอักขระออกเป็นเส้นตรงเล็กๆ แล้วพิจารณา พิกัด x-y กึ่งกลางเส้น, ความยาวเส้น, มุมระหว่างเส้นที่ติดกัน, มุมที่เส้นทำกับแกน x
    Recognizer : Hidden Markov Model

    ขั้นตอน

    ขั้นของ pre-processing จะเริ่มจาก ลดข้อมูลรบกวน เช่น ลบการตวัดปลายปากกาท้ายตัวอักษร ออก แล้วลดจำนวนจุดลงให้เหลือเฉพาะจุดที่จำเป็นเพื่อให้คำนวณได้รวดเร็วขึ้น จากนั้นพิจารณาจุดที่เหลือเป็นจุดของเส้นย่อยๆในอักขระ แล้วนำไปคำนวณหา feature เก็บไว้ใน file

    นำ feature ที่ได้มาเข้า recognizer ซึ่งในกรณีนี้เป็น hidden markov model ขอละรายละเอียดการทำงานเอาไว้ ข้ามไปถึงผลลัพธ์ที่จะได้จาก recognizer จะเป็น probability ที่จะเป็นอักขระตัวอย่างต่างๆ เรียงตามลำดับ เราก็จะเลือกตัวที่มีความน่าจะเป็นสูงสุดมาเป็นคำตอบ

    ขั้นตอนของ post processing ในที่นี้ ใช้การเปิดพจนานุกรม เพื่อแก้ไขบางตัวที่อาจจะผิดพลาด ทำให้ % ความถูกต้องโดยรวมสูงขึ้น

    Basic Ideas of Pattern Recognition

    นิยาม และหลักการ

    pattern recognition เป็นการให้คอมพิวเตอร์แยกแยะสิ่งต่างๆ ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่น แยกแยะได้ว่าสิ่งไหนคือ วงกลม สิ่งไหนคือสี่เหลี่ยม สี่เหลี่ยมจัตุรัส หรือสี่เหลี่ยมผืนผ้า ก็นับเป็นสี่เหลี่ยมเหมือนกัน จากตัวอย่างข้างต้น จะเห็นได้ว่าสิ่งต่างๆที่จะนำมาแยกแยะนั้น ต้องมีลักษณะเฉพาะที่บ่งบอกความเป็นตัวมันเอง และอาจจะมีลักษณะปลีกย่อยต่างกันได้ วิธีการในการทำ pattern recognition คือ พยายามสอนให้คอมพิวเตอร์รู้ว่าลักษณะสำคัญนั้นคืออะไร เมื่อมีข้อมูลใหม่เข้ามา ก็จะพิจารณาจากสิ่งที่เรียนรู้มา แล้วตัดสินใจได้

    เนื่องจาก หลังจากสอนแล้ว คอมพิวเตอร์จะสามารถตัดสินใจกับข้อมูลใหม่ๆที่เข้ามาได้ จึงถือได้ว่า computer มี intelligence (ปัญญา) การทำ pattern recognition จึงจัดเป็นแขนงหนึ่งในวิชา Artificial Intelligence

    ความสำคัญในการทำ pattern recognition และปัญหา

    สิ่งที่ทำอยู่ในปัจจุบัน ส่วนใหญ่เป็นสิ่งที่คนมีความสามารถ recognize ได้ดีกว่าคอมพิวเตอร์มากๆ เช่น การ recognize ลายมือ, คำพูด, ภาพ 2 และ 3 มิติ ของสิ่งของต่างๆ แต่ในงานซ้ำซากบางประเภท การใช้คอมพิวเตอร์เข้ามาช่วย ก็จะลดภาระงานของคนได้

    ปัญหาที่พบก็คือ ความแม่นยำในการ recognize ยังไม่สูงพอ งานบางประเภทต้องการความแม่นยำสูงมากๆ เช่น Speaker Identification ทำให้งานประเภทเหล่านั้น ยังคงทำอยู่ในระดับของงานวิจัย ยังไม่นำออกมาผลิตขายในเชิงธุรกิจ

    สาเหตุหลักที่ทำให้ความแม่นยำไม่สูง คือ คอมพิวเตอร์ตัดสินใจสิ่งต่างๆเป็น ถูก หรือ ผิด เท่านั้น ไม่มี เกือบถูก หรือ เกือบผิด แต่สิ่งต่างๆที่เราต้องการให้คอมพิวเตอร์ตัดสินใจนั้น ลักษณะของมันไม่ได้เหมือนกันทุกประการ เช่น สี่เหลี่ยมผืนผ้า สี่เหลี่ยมคางหมู ก็นับเป็นสี่เหลี่ยมเหมือนกัน จึงต้องสอนให้คอมพิวเตอร์รู้จักว่าเหมือนแค่ไหน เรียกว่าเหมือน ต่างแค่ไหนเรียกว่า ไม่เหมือน
    สมองของคอมพิวเตอร์นั้นคิดเลขเป็นอย่างเดียว แนวทางที่เรียกว่าสอนคอมพิวเตอร์ที่เป็นอยู่ในตอนนี้ จึงเป็นการหาสมการที่เหมาะสมสำหรับ pattern ต่างๆ แต่ถ้าเป็นการสอนคนนั้น สมองจะเป็นส่วนหลักเรียนรู้สิ่งต่างๆ ซึ่งปัจจุบันก็ยังไม่รู้ว่าสมองทำงานได้อย่างไร จึงยังไม่สามารถเลียนแบบการทำงานของสมองได้

    General Steps

    Pattern Recognition ทุกชนิดแบ่งขั้นตอนการทำงานได้เป็น 2 ส่วน คือ

    • ขั้นการสอน (train) เพื่อสร้างสมการ (model) ทำได้โดยใช้ training data มาสร้าง model สำหรับ pattern ทุก pattern ใน domain
    • การนำ model ไปใช้ เป็นขั้นตอนที่คอมพิวเตอร์จะตัดสินใจข้อมูลใหม่ๆที่เข้ามา โดยใช้ model ที่ถูก train มาในการตัดสินใจ

    ทั้งสองส่วนมีลำดับการทำงานเหมือนกัน คือ pre-processing, recognition และ post-processing แต่ต่างกันในขั้นตอนของการ recognize

    1. Pre-processing

    เป็นการเตรียมข้อมูลเข้าให้อยู่ในรูปแบบที่เหมาะสมกับการ recognize ซึ่งรูปแบบจะเป็นอะไรก็ขึ้นอยู่กับ recognizer ที่ใช้ ขั้นตอนย่อยตามปกติที่มักจะทำในขั้นนี้มีดังนี้

    • กำจัดข้อมูลรบกวนต่างๆ
    • normalize ข้อมูลให้อยู่ใน scale มาตรฐาน
    • หาลักษณะเด่นของข้อมูลที่จะใช้ในการ recognize (Feature Extraction) เป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุดของการทำ recognition โดย feature ที่ใช้จะส่งผลอย่างมากต่อ % ความถูกต้องที่ได้

    2. Recognition

    สำหรับการ train model ขั้นนี้จะเป็นการนำ feature ของ training data ต่างๆที่ได้จากขั้นแรกมาสร้างเป็น model ไว้สำหรับเปรียบเทียบกับข้อมูลจริง

    ส่วนการ recognize จะเป็นการนำข้อมูลมาเปรียบเทียบกับ model ที่มีอยู่ แต่ขั้นตอนปลีกย่อยจะแตกต่างกันไปสำหรับ recognizer แต่ละตัว

    3. Post-processing

    ขั้นตอนนี้ไม่จำเป็นต้องมีหาก recognizer ทำงานได้ดีเพียงพอ ปกติแล้ว ในขั้นนี้จะเป็นการปรับปรุงผลที่ได้จาก recognizer โดยใช้ความรู้อื่นๆที่เกี่ยวข้องกับงานนั้นๆมาช่วย

    หมายเหตุ : รูปประกอบจาก Lecture ASR 2/2004 Atiwong Suchato

    April 15

    ร้านอาหาร สำหรับ meeting เล็กๆ ราคาประหยัด

    นิสิต นักศึกษามหาวิทยาลัย ก็มักจะมีงานเลี้ยงเล็กๆในกลุ่มเพื่อนอยู่เรื่อยๆ (บางครั้งก็ไม่เล็ก คนเกือบร้อยคน) แต่เวลาจะหาที่จัดเลี้ยงที ก็วุ่นวายหาที่กันที ข้อจำกัดหลักๆที่มีคือ ต้องเดินทางสะดวก เช่น ใกล้รถไฟฟ้า รถใต้ดิน มีพื้นที่ที่เป็นส่วนตัว ราคาไม่แพงนัก (หัวละไม่เกิน 200 บาท) ก็เลยจะรวบรวม list ที่เคยไปมาคร่าวๆเอาไว้ เผื่อรีบมากๆ จะได้ไม่ต้องหาใหม่

    ใบไม้ร่าเริง
    สาขาอโศก ใกล้ๆแยกอโศกสุขุมวิท อยู่ถัดจากสวนเบญจกิติ์มาเล็กน้อย สาขาเกษตร อยู่ตรงมุมงามวงศ์วานตัดกับวิภาวดีรังสิต ตรงข้าม ม.เกษตร มีที่จอดรถทั้ง 2 สาขา
    เป็นร้านอาหาร + คาราโอเกะ ไม่แนะนำให้สั่งบุฟเฟต์ ควรสั่งอาหารเป็นจานๆ มีห้องหลายขนาดตั้งแต่ 4-5 คนไปจนถึง 60 คน

    ครัวสาธร
    สยามสแควร์ ซอย 2
    นิสิต นักศึกษา ลด 10% ค่าเปิดห้อง 2-300 บาท น้ำ+น้ำแข็ง เหมาได้ โทรจองห้องล่วงหน้าได้ โทร. 0-2252-2461
    อาหารแนะนำ คอหมูกระทะเหล็ก ยำผักบุ้งกรอบ ห่อหมกครัวสาธร แสร้งว่ากุ้ง แกงส้ม

    โกเบสเต็กเฮาส์
    ตรงข้ามโรงแรมโนโวเทล สยามสแควร์
    อาหารแนะนำ สเต็กต่างๆ

    เจริญโภชนา
    ชั้น 2 ตลาดสามย่าน ที่จอดรถหาค่อนข้างยาก
    อาหาร seafood แต่บรรยากาศไม่ค่อยเป็นส่วนตัวเท่าไรนัก

    ครัวในบ้าน
    ตรงข้ามหลังสวนซอย 7
    มีเป็นห้องให้ แต่ไม่น่าจะเกิน 40 คน อาหารไทย มีตั้งแต่อาหารทั่วๆไป จนถึง seafood

    บาร์กระดี่
    ถนนนราธิวาสราชนครินทร์ ซอย 15 อยู่กลางๆซอย
    บรรยากาศผับ สามารถปิดผับเลี้ยงได้ จุคนประมาณ 80-100 คน นำเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เข้ามาได้ไม่คิดค่าเปิด มีเวทีเล็กๆ มีนักดนตรี แต่เนื่องจากอยู่ในโซนที่อยู่อาศัย ในวันธรรมดาจะเปิดเพลงดังๆไม่ได้

    April 14

    TV & Radio online

    สำหรับคนที่ใช้ computer ร่วมๆ 16 ชั่วโมงต่อวัน (ตื่นเช้า เปิดคอม และจะปิดอีกที ก่อนเข้านอน) การทำอะไรๆทุกอย่างได้บน computer ก็สะดวกดี ตั้งแต่ นัดเพื่อน คุยงาน เปิด organizer พักผ่อน และทำงาน ฯลฯ

    ขณะนี้ computer กับ broadband internet กำลังแพร่หลาย จาก internet 56k ซึ่งปกติก็ใช้เปิดเวบ ดู e-mail แต่ตอนนี้จะเห็นสื่อ multimedia realtime ก็เพิ่มขึ้น เช่น รายการวิทยุ หรือ รายการโทรทัศน์ ตัวอย่างเด่นๆคือ ช่วงที่รายการ Academia Fantasia กำลังออกอากาศ ก็มีบริการ broadband tv ถ่ายทอดสดเช่นเดียวกับที่ฉายในโทรทัศน์

    Requirement ขั้นต้น

    • คอมพิวเตอร์ ที่มีความเร็วพอสมควร
    • internet ความเร็วอย่างน้อย 128 k ถ้าน้อยกว่านี้ก็พอฟังได้ แต่จะกระตุก ทำให้ค่อนข้างเสียอารมณ์ สำหรับการดูโทรทัศน์ ควรมีความเร็วอย่างน้อย 512 k
    • program ฟังเพลง โดยทั่วไปแล้วมีให้เลือก 2 program คือ Windows Media Player ของ microsoft และ Real Player ของค่าย Real Media ทั้งสอง program สามารถ download ได้ฟรี

    สำหรับรายการวิทยุ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งรายการโทรทัศน์ ที่อยู่ที่ต่างประเทศ จำเป็นต้องมี internet ที่ค่อนข้างเร็ว

    website น่าสนใจ

    • www.siamza.com/radio เวบนี้ช่วยกระจายเสียงรายการวิทยุในกรุงเทพได้เกือบครบทุกสถานี และมีของต่างจังหวัดนิดหน่อย
    • www.hispeedworld.com เป็นของบริษัท TRUE แต่ไม่จำเป็นต้องใช้ internet ของ TRUE ก็รับชมและรับฟังได้ มีทั้งรายการวิทยุและโทรทัศน์
    • www.prd.go.th รายการวิทยุและโทรทัศน์ของกรมประชาสัมพันธ์

    ข้อดีอย่างมากของรายการ online ก็คือ ไม่จำเป็นต้องอยู่ที่เมืองไทย ก็สามารถรับชมรับฟังได้ เหมาะสำหรับคนที่อยู่ไกล แต่ยังอยากติดตามรายการต่างๆที่เมืองไทย แต่ความคมชัด ก็จะลดลงไป เพราะข้อจำกัดด้านขนาด bandwidth ใน internet และจะ delay อยู่บ้าง 2-3 วินาที แต่ก็ไม่ได้ขัดอรรถรสในการรับชมหรือรับฟัง

    April 13

    How to prepare for studying abroad

    เพื่อนๆมันก็เรียนจบกันหมดแล้ว... จะเขียน blog นี้ไปทำไมละเนี่ย  เอาไว้เตือนความจำละกัน แต่ก็ขี้เกียจหาข้อมูลให้มันครบๆ เอาเท่าที่นึกออกนะ

    สอบภาษาอังกฤษ
    ขั้นแรก ควรสอบ TOEFL/IELTS และ GRE ให้เรียบร้อยก่อนเดือนธันวาคม เพราะการสมัครมหาวิทยาลัย จะเริ่มต้นประมาณ ธันวาคม ไปจนถึง เมษายนของปีถัดไป ถ้าสอบช้าอาจจะสมัครไม่ทันทำให้ต้องรอไปสมัครปีถัดไป

    หาข้อมูลที่เรียน
    ช่วงตุลาคม - พฤศจิกายน หาข้อมูล หลักสูตรที่สนใจจากมหาวิทยาลัยต่างๆ ช่วงนี้จะมีข่าวงาน Education Fair ของหลายๆประเทศ ไปเดินเก็บข้อมูลได้ หลายๆประเทศที่ไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลัก ก็เปิดหลักสูตร inter ซึ่งไม่จำเป็นต้องรู้ภาษาพื้นเมืองที่นั่น ก็ไปเรียนได้ บางประเทศ ค่าเล่าเรียนฟรี เช่น เยอรมัน ประเทศแถบสแกนดิเนเวีย

    Proposed Study Program
    เขียนเตรียมไว้ล่วงหน้าครั้งเดียว แล้วใช้สมัครทุกทุน ทุกมหาวิทยาลัย

    • ประสบการณ์การทำงาน เขียนพวก project ที่เคยทำ (ทั้ง project วิชาเรียน และ งานนอกที่รับ) วิชาเรียนสำคัญๆที่เกี่ยวกับหลักสูตรที่จะไปเรียน
    • สาเหตุที่อยากเรียนหลักสูตรนั้นๆ ที่มหาวิทยาลัยนั้นๆ ความสำคัญ ความน่าสนใจ ความโดดเด่นของหลักสูตร
    • แผนการเรียน เช่น วางแผนการเรียนภาษา การทำ lab ไว้อย่างไร
    • แผนการหลังจากจบการศึกษา ว่าจะกลับมาทำงานอะไร ที่ไหน จุดมุ่งหมายในการทำงานคืออะไร

    จะเห็นได้ว่า ต้องเขียนสาเหตุที่สนใจหลักสูตร ดังนั้น ควรรีบตัดสินใจให้ได้ว่าจะเรียนอะไร หรือแนวกว้างๆแนวไหน

    Recommendation
    ส่วนใหญ่แล้วจะต้องการ 2 ฉบับ การเลือก referee เลือกได้หลายแบบ เช่น อาจารย์ที่สนิท, อาจารย์ผู้ใหญ่ที่มีผลงานเป็นที่ยอมรับ เป็นต้น การติดต่ออาจารย์ ควรนำ transcript และรายละเอียดหลักสูตรที่จะไปเรียนไปให้อาจารย์ด้วย อาจารย์บางท่านอาจจะขอคุยเพื่อให้ทราบรายละเอียดก่อนจะไปเขียน recommendation ให้ ควรจะบอก deadline การส่งใบสมัครให้อาจารย์ (ล่วงหน้าก่อนเวลาจะส่งจริงสัก 1 สัปดาห์) เพราะอาจารย์บางท่านก็ยุ่งมาก ท่านอาจจะลืมได้

    สมัครเรียน
    บางที่จะให้สมัคร online ซึ่งก็ประหยัดค่าใช้จ่ายดี แต่บางที่ก็จะให้ส่งเป็นจดหมายไป ดู deadline การสมัครให้ดี สำหรับต่างประเทศ จะยึดวันที่ไปรษณีย์มาถึงเป็นหลัก ไม่เหมือนเมืองไทยที่ใช้ตราประทับวันส่ง ส่งก่อน deadline ประมาณ 10 วันจะถือว่า ปลอดภัย
    สำหรับคะแนนภาษาอังกฤษที่ใช้สมัครเรียน ส่วนใหญ่แล้วจะให้ ets ส่งคะแนนไปให้ รหัสมหาวิทยาลัยดูได้ในเวบของ ets และฝ่าย admission ก็จะบอกรหัสให้เช่นกัน มหาวิทยาลัยส่วนใหญ่จะยอมให้ส่งคะแนนไปหลังจากเอกสารอื่นๆได้ ดังนั้น ถึงจะยังไม่มีคะแนนในช่วงเวลารับสมัครก็จะยังสามารถส่งตามไปทีหลังได้ ส่วนใหญ่แล้วจะ delay ให้อีกราวๆ 2 สัปดาห์ (ซึ่งถ้าสอบเลยก็จะทันเวลาพอดี)

    ทุนการศึกษา
    สำหรับทุนฟรี ที่รับสมัครก่อนสมัครเข้ามหาวิทยาลัย มีดังนี้
    ทุนรัฐบาลญี่ปุ่น (Monbugakusho) สมัครช่วง กรกฎาคม (www.embjp-th.org)
    ทุนรัฐบาลฝรั่งเศส (Eifel)
    ทุนฟุลไบรท์ (รัฐบาลสหรัฐฯ) สมัครช่วง กุมภาพันธ์ ถึง เมษายน ปีถัดไป (www.fulbrightthail.org)
    ทุนพานาโซนิก เรียนโท ที่ญี่ปุ่น สาขาวิทยาศาสตร์ สมัครช่วง กุมภาพันธ์ ถึง เมษายน ปีถัดไป (sn.panasonic.co.th)
    ทุน Shell เรียนที่ UK มีสาขาและมหาวิทยาลัยให้เลือก ติดต่อรายละเอียดได้ที่ British Council

    ทุนส่วนใหญ่จะต้องสมัครไปพร้อมกับสมัครมหาวิทยาลัย หรือ ต้องได้รับการตอบรับก่อน จึงจะขอทุนได้ ดังนั้น ถึงจะยังไม่มีทุน ก็ควรจะสมัครมหาวิทยาลัยไปก่อน แล้วค่อยมาหาทุนทีหลัง จะหาทุนได้ง่ายกว่า อย่างไรก็ตาม หลายที่ต้องเสียค่าสมัคร ซึ่งก็ไม่ได้ถูกนัก ก็ควรพิจารณาให้ดี

    ทุน ก.พ. รับสมัคร ประมาณกุมภาพันธ์ ถึงมีนาคม แต่ ไม่รับ ปี 4 ที่กำลังจะจบ การใช้ทุน จำนวนปี 2 เท่า จำนวนเงิน 3 เท่า เงื่อนไขสำหรับผู้รับทุนอาจจะเปลี่ยนแปลงได้ ติดตามได้ที่เวบ ก.พ. (www.ocsc.go.th)
    ทุนรัฐบาลไทย อื่นๆ เฉพาะกิจ แล้วแต่ปี ไม่แน่ไม่นอน ต้องติดตามข่าว การใช้ทุนเช่นเดียวกับทุน ก.พ. นอกจากทุนรัฐบาลแล้ว ยังมีทุนมหาวิทยาลัยเอกชนต่างๆในไทย ซึ่งจำนวนและสาขาไม่แน่นอน ดูรายละเอียดได้จากเวบของมหาวิทยาลัยนั้นๆ

    ผู้ที่จะสมัครทุนที่ต้องใช้ทุน ควรพิจารณาให้ดี ว่าตั้งใจจะรับทุนแน่ๆเหรือไม่ และยินดีจะใช้ทุนตามเงื่อนไขหรือไม่ ตั้งแต่ก่อนสมัคร การพยายามทำให้ไม่ได้ทุน บางครั้ง มันก็ยากกว่าการทำให้ได้ทุน  และการปฏิเสธภายหลัง หรือ การทิ้งทุน เป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง

    เวบอื่นๆที่น่าสนใจในการติดตามข่าวสารทุนการศึกษา ควรเช็คอย่างน้อยสัปดาห์ละหน
    www.inter.mua.go.th
    www.vcharkarn.com

    นอกจากจะสมัครเรียนตามปกติแล้ว การสมัครทุนผู้ช่วยวิจัย หรือการสมัครเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนก็เป็นโอกาสอันดีที่จะปูทางในการสมัครเรียนและได้ทุนในอนาคตด้วย

    April 12

    How to prepare for TOEFL

    การสมัครสอบ
    การสมัครใน internet ง่ายที่สุด (http://toefl.ets.org/intro.cfm) แล้วจ่ายเงินทาง VISA ในนั้นจะมีให้เลือกวันสอบ สถานที่สอบเสร็จสรรพ ค่าสอบ 130 เหรียญ กะเวลาอัตราแลกเปลี่ยนที่เงินบาทแข็งก็จะดี  ช่วงตุลาคม-พฤศจิกายน คงเป็นช่วงที่คนสมัครสอบเยอะมาก ดังนั้น เวลามันจะเต็ม ควรสมัครสอบล่วงหน้า นานๆ ซัก 1 เดือนน่าจะกำลังเหมาะ

    การเตรียมตัวสอบ
    หลังจากสมัคร เขาจะส่ง cd ตัวอย่างข้อสอบมาให้ เนื่องจากมันเป็นจดหมาย ก็จะใช้เวลาประมาณ 2 สัปดาห์ ในการเดินทางมาถึง (เป็นเหตุผลหนึ่งที่ควรสมัครล่วงหน้านานๆหน่อย) ใน cd มีข้อสอบอยู่ 2 ชุด กับอีก 1 แบบฝึกหัด ความยากง่ายพอๆกับ toefl จริงๆ ดังนั้น ถ้าทำอันนี้ได้เท่าไหร่ ของจริงก็จะประมาณนั้น

    การอ่านหนังสือ หรือ เรียนพิเศษเตรียมสอบ ส่วนตัวแล้ว เห็นว่า เรียนที่ไหนก็ไม่ต่างกัน สำคัญที่ เรากลับมาทบทวนเองมากขนาดไหน ค่าเรียนแต่ละที่ถูกแพงต่างกัน แต่ความคุ้มค่าอยู่ที่การใช้ facility ต่างๆที่เขามีให้ ข้อดีของการเรียนพิเศษคือ จะมีคนช่วยตอบคำถามให้ และมีคนช่วยตรวจ writing

    ลักษณะข้อสอบ
    ข้อสอบแบ่งเป็น 3 part หลักๆ 1. listening 2. structure + writing 3. reading แบ่งคะแนนสามส่วนเท่ากัน สำหรับ listening กะ structure ทำแล้วย้อนกลับมาแก้ไม่ได้ ถ้าทำถูกข้อสอบจะยากขึ้น และคะแนนจะดีขึ้น แต่ถ้าผิด คะแนนก็จะน้อย ลักษณะเหมือนการไต่บันไดคะแนน ดังนั้น ควรจะทำข้อแรกๆให้ถูก เพื่อให้คะแนนขึ้นไปอยู่ในระดับสูงๆ

    listening

    • ประกอบด้วย short conversation, long conversation, discussion & lecture
    • ลักษณะของ short conversation คือ เป็นคน 2 คนคุยกัน มักจะเป็นคำถามเกี่ยวกับเรื่องต่างๆ ถ้าจับประเด็นการคุยได้ และจำคำตอบได้ น่าจะไม่มีปัญหา
    • long conversation การสนทนาจะยาวขึ้น ประเด็นเพิ่มขึ้น อาจจะกล่าวถึงบุคคลต่างๆมากกว่า 1 คน ต้องจำเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับแต่ละคนให้ได้
    • discussion & lecture เป็นบทบรรยายยาวๆ เรียงลำดับเหตุการณ์ให้ถูก จำรายละเอียดปลีกย่อยให้ได้
    • เนื่องจากข้อสอบจะยากขึ้นเรื่อยๆถ้าทำถูก part ที่น่าจะรู้สึกว่ายากที่สุดจะเป็น short convseration ตอนแรกๆ แต่หลังจากนั้น ข้อสอบน่าจะอยู่ในวิสัยที่ทำได้ ถ้าฟังไม่ออกว่าโจทย์พูดว่าอะไร อย่าเสียเวลาคิดนาน เพราะจะทำให้ทำข้อหลังๆ (ซึ่งง่ายกว่า) ไม่ทัน

    structure

    • ส่วนใหญ่เป็น error recognition กับ เติมคำในช่องว่าง เช็คความรู้ grammar
    • สิ่งที่น่าจะเช็คก่อนเป็นอันดับแรก คือ subject - verb agreement และ tense

    writing

    • เขียนในลักษณะเดียวกับเรียงความภาษาไทย มีคำนำ เนื้อเรื่อง สรุป
    • คำนำ จะเป็นการ rewrite โจทย์อีกครั้ง โดยเติม idea ของเราลงไปเพิ่มบ้างเล็กน้อย
    • คำถามมักจะอยู่ในรูปแบบของการเปรียบเทียบ 2 ด้าน อาจจะให้เปรียบเทียบเฉยๆ หรือให้เลือกข้าง ในตัวเนื้อเรื่องควรเขียนเหตุผลที่หนักแน่นเพียงพอในการ support แต่ละด้าน มองทั้งข้อดีและข้อเสีย
    • ควรใช้เวลาช่วงแรกๆในการเตรียมเหตุผล support แล้วค่อยเริ่มเขียน
    • การสรุป จบให้เป็นการตอบคำถามที่โจทย์สั่ง ถ้าให้เปรียบเทียบ ก็สรุปทำนองว่า เป็นดังข้อดีข้อเสียที่กล่าวมา ถ้าให้เลือก ก็สรุปว่า จากที่พิจารณาข้างต้น เลือกด้านใด
    • เผื่อเวลาไว้เช็ค grammar ตอนท้ายๆสัก 2-3 นาที ภาษาไม่จำเป็นต้องเลิศหรู TOEFL ต้องการความเข้าใจและการให้เหตุผลมากกว่า

    reading

    • มี 4-6 passage แล้วแต่ดวง เนื้อหาหลากหลาย ทำย้อนไปมาได้ แต่ไม่แนะนำให้ข้ามเพราะจะทำให้ลืมว่าทำไปครบหรืยัง
    • คำถามส่วนใหญ่เป็นพวก main idea, fact ในเรื่อง, คำศัพท์ในเรื่อง, แทรกข้อความลงในตำแหน่งที่น่าจะเป็น

    การส่งคะแนนให้มหาวิทยาลัย

    หลังหมดเวลา จะมีคะแนนแบบไม่รวม writing ให้ดู ถ้าไม่พอใจ ก็สั่ง discard คะแนนได้ (ถ้าไม่ discard ต้องรออีก 1 เดือนจึงจะสอบใหม่ได้) ถ้าพอใจแล้ว ก็ไปตอบคำถามเกี่ยวกับการส่งคะแนนให้มหาวิทยาลัย ในนั้นมีให้เลือกส่งฟรีได้ไม่เกิน 4 ที่ (มีเมนูให้เลือก) แต่ถ้าไม่เอา ก็ถือว่าสละสิทธิ์การส่งฟรีนี้ไป ไม่มีการเก็บไว้ให้ส่งทีหลัง

    คะแนน toefl โดยทั่วไปจะได้รับประมาณ 3 สัปดาห์ หลังวันสอบ แต่ถ้าโชคไม่ดี ก็อาจจะกลายเป็น 2 เดือนได้

    หลักฐานที่ใช้ในวันสอบ

    • หลักฐานที่ต้องนำไปในวันสอบ คือ บัตร หรือ เอกสารที่มีรูปพร้อมลายเซ็น บัตรประชาชนเพียงอย่างเดียวไม่มีลายเซ็น ใช้ไม่ได้ ต้องใช้คู่กับบัตรอื่นๆที่มีรูปพร้อมลายเซ็น เช่น ใบขับขี่ บัตรนักศึกษา หรือใช้ passport

    การสอบภาษาอังกฤษอื่นๆ

    โดยปกติแล้ว ในยุโรปจะใช้คะแนน IELTS (สมัครสอบได้ที่ British Council สอบสองวัน ได้ผลสอบใน 1 สัปดาห์) แต่หลังๆมานี้ ก็อนุโลมให้ใช้คะแนน TOEFL ได้ โดย TOEFL 213 CBT (550 paper based) จะเทียบได้กับ IELTS 6.0

    April 11

    เก็บตกจากสัมมนาปฐมนิเทศ SFR

    เคยบอกว่า ไม่ชอบทำ blog แต่ตอนนี้ กำลังคิดว่าจะใช้ไอ้นี่ทำคล้ายๆ diary online ตอนนี้ยิ่งว่างๆ คงมีอะไรให้เขียนได้เรื่อยๆ

    หัวข้อสำหรับวันนี้ ประเด็นต่างๆที่ได้จากการไปสัมมนา ปฐมนิเทศผู้รับทุนกลยุทธ์ฯ

    พึ่งกลับจากสัมมนาทุน (ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเด็กวิดยา) รู้สึกดี ที่ยังมีคนที่สนใจและตั้งใจทำวิจัย จริงๆอยู่ แต่ก็รู้สึกว่า research ของคนอื่นๆนี่ เค้าใช้เครื่องมือแพงๆกันทั้งนั้นเลยแฮะ มีเราที่ประหลาด ใช้คอมพิวเตอร์เครื่องเดียว กับ internet ก็ทำได้ทุกอย่าง เหตุผลเรื่องความพร้อมทำให้พี่ๆ เพื่อนๆหลายคนมีปัญหาเรื่องการหาที่ใช้ทุน เพราะบางที่มันก็ไม่มีอุปกรณ์

    หน้าที่ของอาจารย์มหาวิทยาลัย

    1. ถ่ายทอดความรู้ให้นิสิต นักศึกษา
    2. วิจัย สร้างองค์ความรู้ใหม่ๆ
    3. บริการวิชาการให้สังคม
    4. ทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม

    โดยหลัการเค้าให้ weight น้ำหนักเท่ากันหมด แต่ดูเหมือนว่า อาจารย์แต่ละท่านก็มีไอเดียในการ weight น้ำหนักต่างๆกันไป แต่โดยรวมของอาจารย์ที่นั่น (นักวิจัยทั้งนั้น) ให้น้ำหนักการวิจัยค่อนข้างสูง ก็นานาจิตตัง คนที่สามารถทำได้ครบสมบูรณ์ทุกด้านคงไม่เยอะ เฉลี่ยๆกันไปละมั้ง

    การทำวิจัย Basic vs. Applied Research

    อีกประเด็นเกี่ยวกับการวิจัย คือ จะวิจัยเกี่ยวกับอะไร เป็นที่ถกเถียงกันมากว่า จะทำ basic research หรือ applied research เพราะ สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ฝ่ายการเมือง หรือ เอกชน ที่ให้ทุนวิจัย จะเน้นว่าผลของการวิจัยจะต้องใช้ประโยชน์ได้ในเวลาสั้นๆ แต่งาน basic บางอย่าง (เขายกตัวอย่างว่า DNA เป็น double helix) มันก็ไม่ได้เห็นผลในปีสองปีหรอก ประเด็นนี้ถ้าเถียงกันจริง คงพูดยากว่าอะไรคือแนวทางที่ถูกต้อง มันก็คงต้องผสมๆกัน

    ข้อดีของการทำ applied คือ เห็นผลเร็ว (Return on Investment เร็ว) ดังนั้น หน่วยงานต่างๆก็อยากจะให้ทุนวิจัยในทำนองนี้ แต่ impact ก็จะอยู่ในวงแคบๆ แต่ถ้าเป็น basic ความรู้เหล่านี้จะมีประโยชน์มากๆ และเป็นวงกว้างกว่า บางครั้งก็ส่งผลกระทบระดับโลก

    สำหรับประเด็นนี้ อาจารย์ผู้ใหญ่จาก สกว. ที่มา ย้ำว่า ให้ทำ basic research ไว้ชำนาญมากๆแล้ว ค่อยไปทำ applied ก็แสดงว่า สกว. ยังสนับสนุนการทำ basic research อยู่

    University Ranking and Thai Academic Papers

    เขายกประเด็นนี้ขึ้นมาเพื่อจะบอกว่า งานวิจัย เป็นสิ่งสำคัญ เพราะทุกสำนักที่จัดอันดับก็ให้น้ำหนักจำนวน paper ค่อนข้างสูง แล้วก็มีผลการสำรวจจำนวน paper ในเมืองไทยมาให้ดูใน 3 สาขา ฟิสิกส์ เคมี คณิตศาสตร์ จาก 8 สถาบัน (จุฬา เกษตร มหิดล ขอนแก่น มศว. สงขลา สุรนารี เชียงใหม่) ตัวเลขเด่นๆคือ มีอาจารย์ประมาณ 80% ไม่มี paper เลยในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา และถ้าดูจาก paper ทั้งหมดในเมืองไทย paper จากอาจารย์ที่ทำ ทั้ง 8 สถาบันนี้ ก็คิดเป็นประมาณ 90% ของจำนวน paper ของไทยทั้งหมดแล้ว เค้ายังทำสถิติไว้อีกหลายตัว (คิดว่าหาอ้างอิงได้จาก web สกว. แต่ขี้เกียจค้น) เช่น จำนวน paper ต่ออาจารย์, จำนวนอาจารย์ที่ทำวิจัยจำแนกตามอายุ, impact factor เฉลี่ยต่อคน, impact factor ต่องานวิจัย, งบประมาณต่องานวิจัย ฯลฯ โดยภาพรวม มหิดลนำมาเป็นอันดับ 1 ทิ้งห่างอันดับ 2 ไปเยอะทีเดียว จุฬาเป็นอันดับ 2 ซึ่งคู่คี่กับสงขลา

    มีข้อสังเกตอย่างหนึ่ง ซึ่งไม่ได้ถามในการสัมมนา คือ งานวิจัยทางคณิตศาสตร์ น้อยมากๆ ส่วนตัวแล้วก็ยังนึกไม่ออก ว่า pure math เนี่ย เค้าทำอะไรกันหว่า เหมือนพวกที่ทำ algorithm รึป่าว แต่งานพวก algorithm ก็จะอยู่รวมกับพวก com มากกว่าพวก pure science

    เรื่องการจัดอันดับมหาวิทยาลัยไทย มีคำถามจากบางคนว่า ทำไม เมืองไทยไม่จัดบ้าง คำตอบที่ได้จากอาจารย์คือ เพราะมหาวิทยาลัยไทย ยังไม่ยอมรับกับอันดับที่ได้ เช่น ถ้าได้อันดับ 2 ก็จะโวยวาย อะไรทำนองนั้น ก็คงจริง เพราะจะเห็นได้ว่ามีข่าวเกี่ยวกับการจัดอันดับทีไร ต้องมีการแสดงความเห็นทำนองว่าที่นี่ดีกว่าที่นั่นตลอด

    National University of Singapore

    อาจารย์กรรมการทุนติดต่อผู้บริหารของ National University of Singapore ให้ช่วยรับเด็กที่ได้ทุนทีนี้บางส่วน เพราะอย่างที่รู้ๆกันว่า ตอนนี้ มหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ก็ปิดรับสมัครไปแล้ว การจะให้ไปเรียนให้ทันในปีนี้ โอกาสน้อยมาก ถ้าไม่มีเส้นจริงๆ idea ของ NUS ว่ามหาวิทยาลัยที่ดีเป็นอย่างไร คือ

    1. good student
    2. good professor
    3. good .. อะไรซักอย่าง environment + infrastructure ละมั้ง
    4. .. จำไม่ได้

    NUS เป็นมหาวิทยาลัยติด top 50 ของโลก แต่คนไทยก็ยังไม่ค่อยสนใจกัน ดูเหมือนว่าเราจะยึดติดกับประเทศกันมาก ถึงมันจะเป็น u ที่ดี แต่คนก็ยังอยากไปอเมริกากัน