Ditt's profileditt's บล็อกPhotosBlog Tools Help

Blog


    April 16

    My web album

    As I haven't sent any newsletter since last year, from now on, I'll update things about my life thru pictures at picasa.
     
     
    ;)
    November 16

    กลอนสะกดคำ

    วันนี้ทำการบ้านวิชา Natural Language Processing
    เขาให้หา allomorph ของภาษาตัวเอง .. เนื่องจากตอนเรียนก็ไม่ได้ตั้งใจฟังเท่าไหร่ รู้เรื่องมั่งไม่รู้เรื่องมั่ง ก็เลยไม่รู้ว่า ไอ้ allomorph เนี่ย มันคืออะไรหว่า...
    หลังจากถาม google (แหม่ ตำราเรียนอย่างดีเลยนะเนี่ย ไม่มีเนทคงเรียนไม่จบ) ได้ความตาม ref ข้างล่าง
     
     
    ทีนี้ ของภาษาไทย มันจะเป็นอะไรได้มั่งหว่า ก็เลยไปนั่งขุดหาบทความพวก "อ่านอย่างไร เขียนอย่างไร" ใน net (อีกแล้ว...) ไปเจอบล็อกของคุณ sansook ใน bloggnag เข้า
     
    มีกลอนสะกดคำหลายอันมาก ที่เราไม่เคยรู้มาก่อน ก็เลยก๊อป (แบบไม่ขอ ..) มาใส่เอาไว้
    มีหลายคำ แปลไม่ออกเหมือนกัน ไว้ว่างๆจะมาใส่คำแปลนะ (ว่างเมื่อไหร่หว่า...)
     
    ไม้ม้วนยี่สิบตัว
    ผู้ใหญ่หาผ้าใหม่ ให้สะใภ้ใช้คล้องคอ
    ใฝ่ใจเอาใส่ห่อ มิหลงใหลใครขอดู
    จะใคร่ลงเรือใบ ดูน้ำใสและปลาปู
    สิ่งใดอยู่ในตู้ มิใช่อยู่ใต้ตั่งเตียง
    บ้าใบ้ถือใยบัว หูตามัวมาใกล้เคียง
    เล่าท่องอย่าละเลี่ยง ยี่สิบม้วนจำจงดี
     
    ญ หญิง สะกด 46 คำ
    ลำเค็ญครวญเข็ญใจ ควาญช้างไปหานงคราญ
    เชิญขวัญเพ็ญสำราญ ผลาญรำคาญลาญระทม
    เผอิญเผชิญหาญ เหรียญรำบาญอัญขยม
    รบราญสราญชม ดอกอัญชันอัญเชิญเทอญ
    ประจญประจัญบาน ผจญการกิจบังเอิญ
    สำคัญหมั่นเจริญ ถือกุญแจรัญจวนใจ
    รามัญมอญจำเริญ เขาสรรเสริญไม่จัญไร
    ชำนาญชาญเกรียงไกร เร่งผจัญตามบัญชา
    จรุญบำเพ็ญยิ่ง บำนาญสิ่งสะคราญตา
    ประมวญชวนกันมา สูบกัญชาไม่ดีเลย
     
    บัน (นอกจากนี้ เป็น บรร)
    บันดาลลงบันได บันทึกให้ดูจงดี
    รื่นเริงบันเทิงมี เสียงบันลือสนั่นดัง
    บันโดยบันโหยให้ บันเหินไปจากรวงรัง
    บันทึกถึงความหลัง บันเดินนั่งนอนบันดล
    บันกวดเอาลวดรัด บันจวบจัดตกแต่งตน
    คำ บัน นั้นฉงน ระวังปน กับ ร หัน
     
    ทร ออกเสียงเป็น ซ 17 คำ
    ทรวดทรงทราบทรามทราย ทรุดโทรมหมายนกอินทรี
    มัทรีอินทรีย์มี เทริดนนทรีพุทราเพรา
    ทรวงไทรทรัพย์แทรกวัด โทรมนัสฉะเชิงเทรา
    ตัว ทร เหล่านี้เรา ออกสำเนียงเสียงเป็น ซ
     
    คำที่ใช้ จ สะกด
    ตำรวจตรวจคนเท็จ เสร็จสำเร็จระเห็จไป
    สมเด็จเสด็จไหน ตรวจตราไวดุจนายงาน
    อำนาจอาจบำเหน็จ จรวดระเห็จเผด็จการ
    ฉกาจรังเกียจวาน คนเกียจคร้านไม่สู้ดี
    แก้วเก็จทำเก่งกาจ ประดุจชาติทรพี
    โสรจสรงลงวารี กำเหน็จนี้ใช้ตัว จ
     
    คำที่ใช้ ล สะกด
    ตำบลยุบลสรวล ยลสำรวลนวลกำนล
    บันดาลในบันดล ค่ากำนลของกำนัล
    รบิลกบิลแบบ กลทางแคบเข้าเคียมคัล
    ดลใจให้รางวัล ปีขาลบันเดินเมิลมอง
     
    ว่าแต่...มันเกี่ยวอะไรกับ allomorph... ก็...ไม่เกี่ยวน่ะสิ :P ...allomorph ของภาษาไทย น่าจะเป็นพวก คำสมาส คำสนธิ ละมั้ง (มันจะเรียกภาษาไทยได้รึป่าวหว่า...) ... แต่ จะว่าไปแล้ว ก็มั่วอีกน่ะแหละ ถูกรึป่าวก็ไม่รู้
    เช่น...
    "ราช" ถ้า มันลงท้ายคำ มันจะอ่านว่า "ราด" แต่ ถ้ามันมีตัวต่อหลัง มันจะอ่านว่า "ราด ชะ"
    "สาร" ใน "สารคดี" กับ "จุลสาร"
     
    ในวิกิพีเดีย เค้าเรียก คำ Sandhi (ภาษาสันสกฤต .. ก็ คำสนธินั่นแหละ..)
    April 15

    และแล้ว ก็มาใส่ newsletter ในนี้จนได้

    ถ้าใส่ในนี้ แล้วควรจะส่งเมลอีกไหมเนี่ย...หะหะ
     
    ยังคงไม่ได้หัวข้อวิจัย - -".... คงได้โม้อะไรกว้างๆไว้ก่อนอีกตามเคย......เฮ้อ ขี้เกียจจัง
     
    สอบ placement test ภาษาญี่ปุ่น ไปแล้ว แต่มาดูอีกที เวลามันไม่ค่อยลงตัวเท่าไหร่แฮะ ถึงจะสอบ placement นี่ผ่าน ก็ใช่ว่าจะเรียนได้ สงสัยได้เรียน 中級一 (J4) เหมือนที่เค้าจัดให้ตอนแรกน่ะแหละ ข้อสอบ ดูออกเลย ว่า xerox มาจาก JLPT น่าจะ 3級 คุ้นๆเหมือนเคยทำเมื่อนานมาแล้ว...แหะๆ ตอนนี้ก็ลืมไปเกือบหมดแล้ว
     
    นอกจาก grammar แบบ JLPT ก็มีอย่างอื่นอีกนิดหน่อย...เค้าให้แผนที่มา แล้วให้เราบอกทางจาก A ไป B ... เหอๆ ตรงไปเลี้ยวซ้าย ตรงไปต่อ... มั่วสนิท... (เออ ว่าแต่...ห้าแยก เค้าเรียกอะไรหว่า...ใครบอกได้มั่ง)
    ผลสอบ ก็ผ่าน.. (อย่างไม่น่าเชื่อ..) แต่ก็คงเรียนไม่ได้ เพราะมันชนวิชาบังคับ...สอบเอามันส์...หะหะ
     
    คลาสตั้งแต่ J4 ขึ้นไป ไม่มีที่ すずかけ台 - -"... ก็แปลว่า ต้องเข้า 大岡山 สัปดาห์ละสองหน... แย่จัง
     
    วิชา academic presentation in english ไม่ค่อยน่าสนใจอย่างที่คิด... แถมมันเปลี่ยนเวลาเรียน ก็เรียนเทอมนี้ไม่ได้แน่ๆอีก เก็บไว้เทอมหลังๆก็ได้วะ..

    วิชา academic writing... ไปผิดห้อง - -" เลยไม่ได้เรียน แต่คนสอนคนเดียวกับคนที่สอน presentation ... ดูแล้วท่าทางน่าเบื่อ ก็คงยังไม่ลง เก็บไว้ก่อนอีก
     
    เข้าเรียน 言語工学 (げんごこうがく Language Engineering) ไปแล้ว advisor เป็นคนสอน... ฮ่าๆๆๆ ไม่รู้เรื่องซักติ๊ด พูดเร็วมากกกกกก แต่เท่าที่เดาๆจากสไลด์ เนื้อหามันก็ไม่มีอะไร ก็คงจะเรียนแหละ เพราะมันไม่ต้องสอบ :P
     
    รุ่นพี่ในแล็บแนะนำให้ลง 情報学習理論 (じょうほうがくしゅうりろん Mathematical Theory of Learning Systems) เพราะมันไม่ต้องสอบ และมีเพื่อนคนอื่นในแล็บเรียน เค้าบอกว่า ถ้ามีเพื่อนในแล็บเรียน ให้ลงไปเลย เพื่อนจะช่วยได้ (จริงเหรอวะ....) ตอนแรก ว่าจะไม่ลงแล้ว เพราะหลังจากเข้า lecture ที่เป็นภาษาญี่ปุ่นมาสองคลาส พบว่า ... เหนื่อยมากกกก แต่ ไหนๆพี่ก็แนะนำให้ลง เพื่อนก็บอก ว่าช่วยได้... เอาก็เอา (ไว้ถอนทีหลัง)
     
    สรุปว่า เทอมนี้ ลงเลกเชอร์ 6 ตัว เป็นภาษาญี่ปุ่นทุกตัว (ไม่เจียมเล้ย) ไม่มีภาษาอังกฤษซักตัว แต่เทอมหลังๆ เพื่อนๆมันเก็บเลกเชอร์กันครบแล้ว เราก็คงลงแต่วิชาที่เป็นภาษาอังกฤษแล้ว (ขาดอีกสาม)
     
    แล้ว lab เค้าบังคับเข้า 輪講 (りんこう) คือ ผลัดกันไปอ่านหนังสือมาสัปดาห์ละคน เค้ากำหนดเรื่องให้ แล้วให้มาสอนคนอื่น เรื่อง Introduction to Natural Language Processing และหนังสือที่อ่านเป็นภาษาอังกฤษ :D เค้าคงอยากให้เด็กในแล็บอ่านภาษาอังกฤษล่ะมั้ง
     
    นอกจากนี้ ก็มี meeting สัปดาห์ละหน กับ seminar เดือนละหน
    ดูตารางแล้ว ก็เต็มใช้ได้เลยนะเนี่ย เทอมนี้คงไม่ได้ทำแล็บซักเท่าไหร่ เอาเวลามานั่งท่องคันจิ หกวิชา T-T
    April 13

    กลับมาอัพเดทบล็อกอีกครั้ง

    แต่...คราวนี้จะไม่เขียนแล้ว ใส่รูปอย่างเดียว
     
    จะทยอยอัพเดทรูปไปเรื่อยๆนะ (จะยังมีคนมาอ่านอยู่ไหมหว่า)
    อาจจะเอา e-mail มาใส่ในนี้ด้วย แต่...ไว้ก่อน
    July 21

    แหล่งความรู้ online

    จะว่าไปแล้ว ในคอมพิวเตอร์ก็มีความรู้แทบจะทุกอย่างที่ต้องการ (แต่เป็นภาษาอังกฤษ) นอกจากพวก e-book ที่เป็นหนังสือทั้งเล่มแล้ว ก็ยังมี website ที่จัดเรียงเนื้อหาประดุจดังเป็น text เล่มใหญ่อีกมากมาย สำหรับผู้ที่นิยม ctrl+F หรือ search bar เพื่อหาข้อมูล แทนที่จะเปิด index ท้ายเล่ม การใช้ข้อมูล online เหล่านี้ก็ง่าย และสะดวกดี
     
    Google
    ไม่ว่าอย่างไรๆ search engine ตัวนี้ก็ช่วยได้เสมอ หาได้ตั้งแต่การ debug program ว่า error หมายเลขนี้คืออะไร แก้อย่างไร ไปจนการหาทีท่องเที่ยว
    แต่ต้องเลือกใช้ keyword ให้ดีสักหน่อย หลักการง่ายๆ
    keyword ต้องชัดเจน เพื่อตัดอะไรที่ไม่ค่อยเกี่ยวออกไป แต่อย่าเจาะจงมาก เพราะมันจะหาไม่เจอ
     
    Wikipedia
     
    June 21

    Halting problem

    Halting problem เป็นชื่อปัญหาที่ classic มากทางด้าน algorithm

    Halt หมายถึง การหยุด ดังนั้น Halting problem คือ ปัญหาเกี่ยวกับการหยุด ปัญหาข้อนี้มีที่มาจาก มีผู้ตั้งปัญหาว่า เราสามารถสร้างเครื่องที่สามารถบอกได้ว่า algorithm ใดๆ จะสามารถให้คำตอบได้หรือไม่ ตัวอย่างของการไม่ได้คำตอบ เช่น ติด loop, หาไปเรื่อยๆไม่มีที่สิ้นสุด เป็นต้น การให้คำตอบแปลว่า algorithm จบการทำงาน (halt) นั่นเอง

    Alan Turing เป็นผู้ prove ว่า ไม่สามารถทำเครื่องนี้ขึ้นมาได้ โดยใช้วิธี contradiction

    นิยามเบื้องต้น
    halt คือ algorithm ให้คำตอบได้ ว่า จริง หรือ เท็จ
    loop คือ algorithm ให้คำตอบไม่ได้

    1. สมมติ ให้เครื่องนี้มีอยู่จริง โดยรับ input เป็น "algorithm" กับ "input ของ algorithm" แล้วให้ผลลัพธ์เป็น จริง หรือ เท็จ หรือเขียนเป็น function ได้ว่า f(a,b) เมื่อ f แทนเครื่อง, a แทน algorithm, b แทน input สำหรับ algorithm
      ตัวอย่าง ให้ input เป็น algorithm A และ input สำหรับ algorithm เป็น B
      เครื่องจะตอบว่า "จริง" เมื่อ ใส่ input B ให้ algorithm A แล้ว ได้คำตอบ (halt)
      เครื่องจะตอบว่า "เท็จ" เมื่อ ใส่ input B ให้ algorithm A แล้ว ไม่ได้คำตอบ (loop)
    2. สมมติเพิ่มใหม่ ให้มี เครื่อง g ที่รับ input เป็น algorithm x ให้ output เป็น จริง เมื่อ f(x,x) ให้ output เป็น เท็จ นอกจากนั้น เครื่องจะวน loop
      ตัวอย่าง ให้ input เป็น algorithm A
      เครื่องจะตอบว่า "จริง" เมื่อ ใส่ A ให้ algorithm A แล้ว ไม่ได้คำตอบ (f(A,A) = false)
      เครื่องจะตอบว่า "loop" เมื่อ ใส่ A ให้ algorithm A แล้ว ได้คำตอบ (f(A,A) = true)

      จะเห็นได้ว่า เครื่อง g นี้ ทำงานคล้ายๆกับเครื่อง f แต่จำกัดตัว "input ของ algorithm x" ให้เป็นตัว algorithm x เองเท่านั้น และให้ผลตรงข้ามกับ เครื่อง f
    3. การทำงานของทั้งเครื่อง f และ g เขียนแทนได้ด้วย algorithm f และ g ตามลำดับ
      เราจะทดลองให้ input ของเครื่อง g เป็น algorithm g เอง
      ถ้า f(g,g) เป็น เท็จ เครื่อง g จะตอบว่า จริง แต่ จากนิยามของเครื่อง f บอกว่า เครื่อง f จะตอบผลออกมาเป็นเท็จ เมื่อ algorithm ซึ่งในที่นี้ คือ g เป็น loop ในขณะที่ g ตอบเราออกมาได้ว่า จริง แสดงว่า g นั้น halt ดังนั้น เกิดการขัดแย้งขึ้นที่ g
      ถ้า f(g,g) ให้ผลเป็น จริง เครื่อง g จะ loop แต่ จากนิยามของเครื่อง f บอกว่า เครื่อง f จะตอบผลออกมาเป็นจริง เมื่อ algorithm ซึ่งในที่นี้คือ g นั้น halt แต่ g กลับวน loop จึงเกิดการขัดแย้งขึ้นที่ g

      เนื่องจากเกิดการขัดแย้งขึ้นทั้ง f(g,g) เป็นเท็จ และ f(g,g) เป็นจริง แสดงว่าที่สมมติข้างต้นว่ามี เครื่อง f นั้น ไม่เป็นจริง จึงสรุปได้ว่า "ไม่สามารถสร้าง algorithm ที่แก้ปัญหานี้ (halting problem ได้"

    ปัญหาใดๆ ที่เข้าในลักษณะของ halting problem จะเป็นปัญหาที่ไม่สามารถหา algorithm มาแก้ได้ ซึ่งหมายถึงว่า เราไม่สามารถเขียนโปรแกรมให้แก้ปัญหาเหล่านี้ได้นั่นเอง

    ข้อมูลเพิ่มเติม http://en.wikipedia.org/wiki/Halting_problem

    June 10

    Monbukagakusho Scholarship 2006

    文部科学省 อ่านว่า Monbukagakusho หมายถึง Ministry of Education, Culture, Sports, Science and Technology (MEXT) เป็นกระทรวงของญี่ปุ่นที่รับผิดชอบดูแลการให้ทุนนี้

    วัตถุประสงค์
    Monbugakusho Scholarship คือทุนที่เดิมเรียกกันว่า ทุนมอนบุโช หรือ ทุนรัฐบาลญี่ปุ่นนั่นเอง ทุนนี้เป็นทุนให้เปล่ากับประเทศต่างๆ ใ็ห้นักศึกษาไปเรียนที่มหาวิทยาลัยในญี่ปุ่น เพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนระหว่างประเทศ ในด้านการศึกษา วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรม อันจะช่วยส่งเสริมความเข้าใจดีต่อกันและกระชับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศต่างๆ และญี่ปุ่นให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

    ประเภทของทุน
    ทุนมอนบุโช แบ่งเป็น 7 ประเภท แต่ที่นักเรียนสายสามัญทั้งหลายสอบๆกันมากๆคือ Undergraduate (ปริญญาตรี) กับ Research Student (ปริญญาโท-เอก)

    Undergraduate
    ว่ากันว่า เมื่อก่อน ระดับปริญญาตรี ทุนนี้ให้ประมาณ 15 ทุน แต่เนื่องจากเด็กสละสิทธิ์กันมาก หรือไม่ก็นโยบายเปลี่ยน ทำให้ทุนระดับปริญญาตรีลดลงเหลือราวๆ 7-8 ทุน แบ่งเป็น 2 สายหลัก คือ ศิลป์ และ วิทย์ วิชาที่ต้องสอบคือ ภาษาอังกฤษ, คณิตศาสตร์ และวิชาแล้วแต่สาขาที่เลือก

    Research Student
    สำหรับระดับ Research Student จริงๆแล้วคำว่า Research Student คือ สถานะนักศึกษาที่ยัีงไม่ใช่นักศึกษาปริญญา (non-degree) สำหรับนักเรียนที่ได้ทุนมอนบุโช จะได้ไปเรียนภาษาที่ญี่ปุ่น และเข้าสังกัด lab โดยมีสถานะเป็น research student ก่อน แล้วจึงสอบเข้ามหาวิทยาลัย อย่างไรก็ตาม บางมหาวิทยาลัย ก็ยกเว้นให้ไม่ต้องสอบ รายละเอียดหาได้จากเวบของมหาวิทยาลัย หลังจากเข้าได้จึงจะมีสถานภาพเป็นนักศึกษาปริญญาโท หรือ เอก

    ในระดับนี้ ก็มีการแบ่งสาขาเช่นกัน แต่แบ่งเป็น 3 สาขา โดยมีวิทยาศาสตร์ และแยกสังคมศาสตร์กับมนุษยศาสตร์ออกจากัน วิชาที่สอบก็ขึ้นกับสาขาที่เรียน และ้ ไม่อนุญาตให้เปลี่ยนสาขาในการศึกษาต่อ (คือ จบมาด้านใด ก็ต้องต่อด้านนั้น)

    การสมัคร
    การได้รับทุนมอนบุโชของ Research Student มี 2 วิธี คือ ได้ recommendation จากสถานทูตญี่ปุ่นในประเทศของตน หรือ ได้ recommendataion จากมหาวิทยาลัยในญี่ปุ่น

    วิธีแรก ขึ้นกับสถานทูตในประเทศจะดำเนินการ ซึ่ง สำหรับประเทศไทย ใช้การสอบคัดเลือก
    วิธีที่สอง โดยปกติแล้ว มหาวิทยาลัยจะให้ advisor ส่งรายชื่อคนที่จะขอทุนมา แล้วส่งไปให้ MEXT อนุมัติ ดังนั้น คนที่ได้ก็มักจะเป็นนักศึกษาที่อยู่ที่ญี่ปุ่นอยู่แล้ว และ prof. รู้จักฝีมือดี เ่ช่น เป็น Research Student ของ lab

    Note : สถานทูตญี่ปุ่นประกาศรับสมัครผู้รับทุนสำหรับปีการศึกษา 2006 แล้ว ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://embjp-th.org/th/jics/study.htm

    June 08

    Mozilla Firefox

    สำหรับผู้ใช้ Windows ทั่วๆไปคงคุ้นเคยกับ Internet Explorer browser ซึ่งติดมากับตัว Windows แต่นอกจาก IE แล้ว ก็ยังมี browser ตัวอื่นๆอีกมากที่ใช้ๆกัน จากในอดีตเมื่อสักสิบปีก่อน Netscape เป็น browser ที่ได้รับความนิยมมาก แต่เมื่อเจอ กลยุทธ์การ bundle IE กับ windows ทำให้ IE กลายเป็น browser ที่มีผู้ใช้มากที่สุด ในปัจจุบัน มี browser ฟรี ให้ลองใช้มากมาย ดังนั้น ก็คงไม่เสียหายอะไรนัก ถ้าจะลองใช้ browser ตัวอื่นๆที่ไม่ใช่ IE ดูบ้าง

    จุดเด่นของ firefox

    1. Mozilla Firefox เป็น browser free ที่ open source ดังนั้น ข้อดีอย่างมากก็คือ จะมี developer มาช่วยกันพัฒนา extension, plugin ต่างๆมากมาย จริงๆแล้ว ตัว firefox เองก็ทำงานเป็น browser พื้นฐานได้เท่าๆกับ IE แต่จุดเด่นคือ การเพิ่มเติมลูกเล่น หรือ extension ต่างๆ ซึ่งหา download ได้จากเวบของ firefox เอง

    2. firefox แสดงหน้า web ในรูปแบบของ tab ได้ ทำให้ที่ task bar มี program ขึ้นมาเพียง 1 ตัว สำหรับผู้ที่ชอบการเปิดหน้า web ทีละหลายๆ web พร้อมกัน การแสดงผลเป็น tab จะทำให้ task bar ไม่รกนัก

    3. สำหรับผู้ที่ชื่นชอบ google bar (ซึ่งก่อปัญหาใน IE) ใน firefox จะใส่ google toolbar มาให้เลย แถมด้วย yahoo, amazon, ebay, dictionary.com และเพิ่ม engine อื่นๆอีกได้

    จุดด้อย

    1. การใช้ firefox กับภาษาไทยนั้น ถ้าใช้ firefox ตัวมาตรฐานที่ release ออกมาจะมีปัญหาเกี่ยวกับการแสดงผล ด้วยเหตุผลของการตัดคำในภาษาไทย แต่ก็มีคนไทยที่ช่วยทำตัวตัดคำสำหรับ firefox ให้ สามารถเลือก download ได้ที่ http://linux.thai.net/plone/TLWG/firefox-thai ซึ่งก็ตัดได้ดี (แต่ยังไม่เท่า IE)

    2. ปัญหาเดียวของ firefox ที่พบอยู่ คือ web บางแห่ง ไม่ได้ออกแบบมาให้ support firefox ดังนั้น การแสดงผลจะเพี้ยนได้ แต่ส่วนใหญ่แล้ว ถ้าไม่มีลูกเล่นพวก script มากนัก การแสดงผลก็เหมือนกับที่เห็นใน IE

    3. ถ้าเปิด hotmail หรือ msn space จาก msn messenger มันจะเปิด IE ให้เสมอ ไม่ใช่ firefox ซึ่งอาจจะสร้างความรำคาญได้บ้าง เพราะเหมือนกับว่าใช้ browser 2 ตัวพร้อมๆกัน แต่เนื่องจาก msn messenger เป็นของ microsoft ซึ่งคงไม่ทำให้ msn เปิด firefox แน่ๆ

    4. การลง firefox คือการลง browser เพิ่มอีก 1 ตัว เพราะเราไม่สามารถลบ IE ออกจากเครื่องได้ เนื่องจากwindows ใช้ IE เป็น File Manager ด้วย ดังนั้น ถ้าคิดดูแล้ว การลง firefox ก็เหมือนการลงสิ่งที่เกินความจำเป็น อย่างไรก็ตาม ตัว firefox เองก็ไม่ได้กินเนื้อที่เท่าใดนัก (สำหรับตัวภาษาไทยซึ่งมี dic จะใหญ่สักหน่อย แต่ก็ราวๆ 7 MB เท่านั้น) ถ้าไม่ได้ต้องการประหยัดเนื้อที่มากๆ มันก็ไม่ได้เดือดร้อนอะไร

    สรุปความได้ว่า สำหรับผู้ที่ยังไม่เคยใช้ firefox แนะนำให้ load มาลองดู ลองปรับแต่ง feature ต่างๆ แล้วจะพบว่า firefox ดีจนเลิกใช้ IE ไปได้เลย

    May 18

    The quick brown fox jump over the lazy dogs.

    The quick brown fox jump over the lazy dogs.

    ประโยคในหัวข้อข้างบน เป็นประโยคที่รวมตัวอักษรทุกตัวในภาษาอังกฤษเอาไว้ ในภาษาอังกฤษจะเรียกว่า "pangram" ปกติแล้วจะใช้ในการทดสอบ font ในภาษาอังกฤษว่ามันจะออกมาหน้าตาเป็นอย่างไร (เพราะมันมีอักษรครบทุกตัว) แต่นอกจากจะใช้ทดสอบ font แล้ว เราก็เอามันมาใช้เป็นคำสำหรับ train model ในการทำ character recognition ได้ด้วย

    จริงๆแล้ว ประโยคข้างบน ยังใช้อักษรบางตัวซ้ำ มีคนคิดประโยคที่มีอักษรเพียง 26 ตัวได้ด้วย แต่ออกจะจำยากไปสักหน่อย ดูเพิ่มเติมได้ที่ http://rinkworks.com/words/pangrams.shtml

    ในภาษาไทย ก็มีประโยคทำนองนี้เช่นกัน มีพยัญชนะ สระ และวรรณยุกต์ครบทุกตัว (เว้น ฃ ฅ ฦ)

    เป็นมนุษย์สุดประเสริฐเลิศคุณค่า
    กว่าบรรดาฝูงสัตว์เดรัจฉาน
    จงฝ่าฟันพัฒนาวิชาการ
    อย่าล้างผลาญฤๅเข่นฆ่าบีฑาใคร
    ไม่ถือโทษโกรธแช่งซัดฮึดฮัดด่า
    หัดอภัยเหมือนกีฬาอัชฌาศัย
    ปฏิบัติประพฤติกฎกำหนดใจ
    พูดจาให้จ๊ะจ๊ะจ๋าจ๋าน่าฟังเอย ฯ

    แต่งโดยคุณเสถียร มั่นถาวรวงษ์ ผู้แต่งได้ส่งประกวดในการประกวดแต่งกลอนภาษาไทยที่มีอักขระไทยครบทุกตัวของสมาคมคอมพิวเตอร์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์
    (ขอขอบคุณ คุณแอ๊ด ปากเกร็ด จาก pantip ที่ค้นข้อมูลให้ค่ะ)

    May 15

    MicroSoft Network(MSN) ทำอะไรได้บ้าง

    หลายๆคนจะเรียก MSN Messenger ว่า msn ซึ่งจริงๆแล้ว MSN ย่อมาจาก Microsoft Network ที่มีบริการต่างๆมากมาย นอกจาก Instant Messenger ที่ใช้ๆกันอยู่

    ทาง Microsoft พยายามให้บริการลูกค้าโดยใช้ .net passport เป็น user account เดียวในการใช้บริการทุกอย่างใน MSN ตัวอย่างของบริการที่ฟรี และน่าสนใจ ของ MSN คือ

    Instant Messenger
    เป็นโปรแกรมในการคุยชนิดหนึ่ง ได้รับความนิยมอย่างมาก ปัจจุบันออก version 7 ซึ่งมีลูกเล่นมากมายเช่น รูปของคู่สนทนา, webcam support, audio conversation support, games (ปัจจุบันยังปิดบริการอยู่) สามารถตั้งห้องสนทนาหลายๆคนได้ และมี privacy control ซึ่งสามารถ block ไม่รับข้อความจากบุคคลไม่พึงประสงค์ได้ อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่า Messenger version 7 จะมี bug จำนวนมาก สร้างความหงุดหงิดให้กับผู้ใช้ได้พอสมควร
    ข้อเด่นของ messenger คือ ทาง microsoft ได้รวม service อื่นๆอีกหลายอันมาไว้ในหน้าของ messenger เช่น เตือน e-mail เข้าของ hotmail, เตือน blog update ของ msn space, alert

    Calendar
    สามารถใช้เป็น organizer ส่วนตัว ใช้จดตารางการนัดหมายต่างๆ, นัด meeting โดยส่ง mail ไปยังผู้ที่ต้องการนัดได้อัตโนมัติ, สามารถตั้ง reminder ให้เตือนทาง e-mail หรือทาง messenger ได้ (เป็น alert ชนิดหนึ่ง)

    Alerts
    จะเห็นเป็นรูประฆังอยู่ข้างล่างสัญลักษณ์หัวเขียวๆของ Messenger ในหน้าต่าง Messenger บริการนี้ใช้สำหรับเตือนการนัดหมายต่างๆ, ข่าวสาร หรือ newsletter ตามแต่จะสมัคร, บริการเตือนราคาหุ้นขึ้นลง (เข้าใจว่ามีแต่ของอเมริกา), เตือนสำหรับบริการ matching (บริการหาคู่) เป็นต้น
    ซึ่งบริการนี้เป็นเหมือนตัวกลางสำหรับบริการอื่นๆที่จะส่งถึงสมาชิก MSN

    Groups
    เช่นเดียวกับ yahoo group มา บริการที่มีคือ ส่ง e-mail สำหรับทุกคนใน group, มี webboard และ photo album ภายใน, มี ปฏิทิน และที่สำหรับ upload file ให้คนใน group

    Spaces
    เป็นพื้นที่ส่วนตัวสำหรับสมาชิก แต่มีรูปแบบค่อนข้างบังคับ คือ มี profil ส่วนตัว, อัลบั้มรูป, blog, link ต่างๆ ให้พื้นที่ 30MB เมื่อมีการ update space จะมีสัญลักษณ์รูปดาวขึ้นหน้าชื่อใน contact list ของ messenger เป็นการบอกให้คนอื่นรู้ว่า space นี้ update แล้ว เข้ามาดูได้

    บริการอื่นๆของ msn ยังมีอีกมาก หาบริการที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้จาก www.msn.com

    คู่แข่งที่สำคัญของ msn ในขณะนี้คือ yahoo ซึ่งมีบริการในรูปแบบเดียวกัน อย่างไรก็ตาม บริการบางอัน msn ยังทำได้ดีกว่า เช่น messenger แต่ก็มีบางอย่างที่ yahoo ทำได้ดีกว่า เช่น games

    เข้าใจว่า ฐานสำคัญของผู้ใช้บริการคือ e-mail account ซึ่งแต่ก่อน ผู้ที่ใช้ hotmail account ก็จะใช้บริการของ msn ส่วน yahoo ก็ใช้บริการของ yahoo แต่ปัจจุบัน การสมัครใช้บริการต่างๆไม่ยึดติดกับ e-mail ว่าต้องสังกัดค่ายใดแล้ว ฐานของผู้ใช้บริการ จึงน่าจะขึ้นกับความสะดวกสบายในการใช้บริการ การออกแบบ user interface ที่เป็น user friendly เสียมากกว่า

    May 10

    Basic Programming

    Programming language ที่ใช้กันมีอยู่มาก แต่การเรียนรู้นั้นไม่ได้ยากนัก หากเรียนรู้ภาษาหนึ่งได้แล้ว การจะไปเรียนภาษาใหม่ๆก็ไม่ใช่เรื่องยาก สำหรับ Programming language ในปัจจุบันแบ่งออกเป็น 2 แบบ คือ structure programming และ object programming

    • structure programming จะเป็นลักษณะของการทำงานที่เป็น sequence ไล่เป็นลำดับตามบรรทัดลงมาเรื่อยๆ อาจจะมีวนซ้ำบ้างเป็นช่วงๆ
    • object programming มีการ group สิ่งที่สนใจเข้าด้วยกัน แล้วให้ character ต่างๆกับ object มุมมองของ programming ในลักษณะนี้จะมองเป็นสิ่งต่างๆเป็นกลุ่ม และมองความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่ม

    Variable
    ในภาษาไทยเรียกว่า ตัวแปร เป็นการจองพื้นที่ไว้จำนวนหนึ่งเพื่อเก็บค่าต่างๆ และตั้งชื่อให้พื้นที่นั้น เพื่อให้เรียกใช้สะดวก

    Syntax
    เป็นรูปแบบประโยคสำหรับคำสั่งต่างๆ ซึ่งแต่ละภาษา รูปแบบประโยคก็อาจจะต่างกันถึงแม้จะทำงานเหมือนๆกัน ในการเขียนโปรแกรม จะหาข้อมูลเกี่ยวกับ syntax ได้จาก manual ของภาษานั้นๆ

    Control structure
    รูปแบบที่สำคัญสำหรับการเขียนโปรแกรมมี 3 แบบ คือ sequence, conditional และ loop โดยปกติแล้ว โปรแกรมทุกชนิดจะทำงานเรียงบรรทัด นั่นคือแบบ sequence แต่จะมีบางคำสั่งที่ทำให้โปรแกรมสามารถทำซ้ำบางส่วนของโปรแกรมได้ ตัวอย่างของคำสั่งเหล่านี้คือ for, while do, do while หรือ repeat until, for each ส่วนการทำงานแบบ conditional คือการให้เงื่อนไขในการเลือกทำหรือไม่ทำสิ่งที่กำหนด คำสั่งที่ใช้คือ if นอกจาก 3 รูปแบบนี้แล้ว บางภาษา จะมีคำสั่งให้ข้ามไปยังจุดที่ต้องการได้ (goto) แต่คำสั่งนี้ไม่ควรใช้บ่อยนัก เพราะจะทำให้ source code ไม่เป็นระเบียบ ปรับปรุงแก้ไขยาก

    ในที่นี้จะไม่กล่าวถึงลักษณะ Object Oriented Concept

    สำหรับผู้ที่พึ่งหัดเขียนโปรแกรม แนะนำให้หัดจาก structure programming ก่อน หรือถ้าจะใช้ภาษาที่เป็น OO ก็อาจจะข้ามๆส่วนที่เป็น OO ไป และเรียนรู้เฉพาะส่วน control structure ให้ได้ก่อน ค่อยเริ่มเรียนรู้ส่วน OO

    ภาษาที่นิยมใช้กันในปัจจุบัน ในสายคอมพิวเตอร์จะนิยม c/c++, java เป็นหลัก แต่สำหรับผู้ที่ไม่ได้เรียนคอมพิวเตอร์ แต่ต้องการเขียนโปรแกรมเพื่อใช้ในการทดลอง MATLAB ก็เป็น tools ที่ดีมากๆตัวหนึ่ง เพราะมี function ต่างๆให้ค่อนข้างครบถ้วน ไม่ต้องเขียนเอง ถึงจะ run ช้าไปบ้าง

    May 03

    phpBB

    เมื่อก่อน การเขียนเวบบอร์ดสักอัน เป็นเรื่องที่ยุ่งยาก (ในการทำให้สวย และมีลูกเล่นเยอะๆ) แต่สมัยนี้มี template free มากมาย เป็นบอร์ดสำเร็จรูปให้ download ไปใช้ได้ และเนื่องจากความสะดวกในการ update ข้อมูลที่ไม่ต้องแก้หน้าเวบบ่อยๆ ทำให้เวบบอร์ดถูกใช้เป็นหน้าหลักในการทำเวบมากขึ้น

    script ยอดนิยมที่ใช้กันคือ php เพราะ สามารถ run ได้บน server ทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็น windows, unix หรือ linux และแน่นอน ... ฟรี ชื่อ template ที่นิยมๆกันเช่น phpBB, invision board เป็นต้น feature หลักๆของเวบบอร์ดเหล่านี้คือ post system, member system, private message และ หน้าเวบสำหรับ admin แต่รายละเอียดปลีกย่อยเช่น การ post รูป, การใส่ปฏิทิน หรืออื่นๆ ก็มีแต่ต้องลงเพิ่มด้วยตนเอง

    ขั้นตอนการลง phpBB

    1. ต้องมี web server ที่ support php และมี database (ของค่ายใดก็ได้) ซึ่งส่วนใหญ่ที่พบนั้น webserver จะเป็น apache และ database เป็น mysql เพราะฟรีทั้งคู่
    2. download directory phpBB จาก www.phpBB.com เปลี่ยนชื่อ directory ตามต้องการ เช่น เปลี่ยนจาก phpBB เป็น mywebboard แล้วเข้าสู่หน้าแรกของเวบนั้น เช่น http://myurl.com/mywebboard
    3. จะมี form ให้ setup ตั้งค่าต่างๆให้ถูกต้องแล้ว submit ก็เป็นอันเสร็จสิ้นการลง phpBB

    style

    คือ หน้าตาของ webboard ซึ่ง phpBB เริ่มต้นจะให้มา style เดียว คือ subSilver แต่ก็มีผู้ทำ style แบบต่างๆให้ download อยู่ทั่วไป ซึ่งนำมาลงเพิ่มได้ง่ายมาก เพียงแค่ copy directory นั้นมาใส่ใน directory templates ของ phpBB root แล้วไปตั้งค่าเพิ่มที่ admin panel ในเวบ ก็เสร็จ

    feature เพิ่มเติม

    ตัว add-on หรือ mod ของ phpBB มีผู้ทำไว้ให้ download มากมาย ในตัว phpbb.com เองก็มีผู้ที่ทำแล้ว release ให้ download ในเวบนั้น ขั้นตอนการ install mod จะยุ่งยากกว่าการลง phpBB สักนิด เพราะมักจะต้องมีการแก้ไข file ต่างๆ แต่ mod ที่ได้มาตรฐานทุกตัวจะมีวิธีการ install เป็น text file บอกขั้นตอนในการแก้ไข file อย่างละเอียด อย่างไรก็ตาม mod ทุกตัวทำให้ run ได้บน subSilver style สำหรับ mod ที่ต้องการให้แสดงผลใน template อื่นๆด้วย ก็ต้องแก้ไข file ของ template อื่นๆด้วยเช่นกัน

    April 30

    คำผวน

    คำผวน เป็นการสลับตำแหน่งของพยัญชนะในคำ แล้วได้อีกความหมายหนึ่ง คำผวนที่น่าเล่นคือคำที่ผวนแล้วมีความหมายทั้งสองทาง คำผวนส่วนมากมันมีความหมายในทางทะลึ่งลามก เนื่องจากคนโบราณเลี่ยงที่จะพูดคำเหล่านั้นตรงๆ เพราะถือว่าไม่สุภาพ เราจะเห็นได้ว่ามีคำหลายคำที่ดูธรรมดา แต่เขาห้ามเรียก เช่น แปดตัว ให้เรียกว่า สี่คู่ เป็นต้น บางคำนั้นปัจจุบันก็ไม่เห็นว่ามันจะผวนแล้วไม่สุภาพตรงไหน เพราะศัพท์บางคำก็ถือเป็นศัพท์โบราณไปแล้ว

    เขาว่ากันว่า คนที่เล่นคำผวนเก่งมี 2 ประเภท คือ คนหัวไว และ คนทะลึ่ง คนประเภทหลังดูจะเยอะกว่าประเภทแรก คำถามล่างๆนี้สามารถจำแนกประเภทของคนได้ ว่าผวนเก่งเพราะหัวไว หรือทะลึ่ง

    1.คำถามข้อหนึ่ง
    มาหนึ่งตัวมองไม่ชัด
    มาสองตัวมองไม่เห็นเลย
    มากี่ตัวมองเห็นชัด

    2. คำถามข้อสอง
    สีอะไรให้ลูก

    ลองเดากันเอง คงไม่เฉลยในที่นี้

    สำหรับคำผวนที่เป็นกลอนที่เป็นที่กล่าวขวัญมาก คือ สรรพลี้หวน คาดว่าแต่งสมัยปลายอยุธยา เนื้อหาในนั้นเป็นนิทาน แต่ยังหาต้นฉบับเต็มๆที่จบเรื่องไม่ได้ แน่นอนว่า เนื้อหาก็ตรงตามชื่อสรรพลี้หวนจริงๆ

    April 25

    การทำ webpage

    ภาษามาตรฐานที่ใช้ใน web page ดั้งเดิม คือ html (HyperText Markup Language) โดยลักษณะของการ mark up คือ เป็น tag เปิดปิด คร่อมข้อความที่ต้องการ แต่ html ไม่สามารถ interact กับผู้ใช้ได้ สามารถแสดงผล (ภาพและข้อความ) ได้เท่านั้น ทำให้ html เพียงอย่างเดียว ไม่เพียงพอกับการทำ web ในปัจจุบัน

    การแก้ปัญหา ทำได้โดยใช้ script เข้ามาช่วย ทำให้ web นั้น dynamic มากขึ้น สำหรับ script แบ่งออกเป็น 2 แบบ คือ server side script และ client side script โดยแบ่งตามลักษณะการทำงาน

    server side script เป็น script ที่ทำงานที่ server ใช้ในงานเกี่ยวกับความปลอดภัย ใช่ verify password ตัวอย่างของ script เหล่านี้คือ php, perl, asp.net แบบ run at server เป็นต้น

    client side script เป็น script ที่ run ที่ client ส่วนมากจะใช้เพื่อจัดความสวยงามในการแสดงผล เพราะไม่ต้องการให้ server ต้องรับภาระในการคำนวณหนักจนเกินไป ตัวอย่าง script เช่น java script, flash

    ความสามารถของ script เหล่านี้เทียบเท่ากับ programming language อื่นๆทั่วไป ดังนั้น จึงมีบุคคลบางกลุ่มใช้ script ในการ hack web server หรือปล่อย virus เข้าสู่เครื่อง การจะ run script ต่างๆจึงต้องระมัดระวังบ้าง

    April 24

    Hidden Markov Model

    Hidden Markov Model หรือ HMM เป็น model หนึ่งที่ใช้เป็น recognizer สำหรับ pattern recognition ได้

    ลักษณะ
    HMM มีลักษณะเป็น state machine แบบ Mealy (output ขึ้นกับ state และ input) สาเหตุที่ถูกเรียกว่า hidden เพราะเราจะไม่รู้ขั้นตอนการเปลี่ยนแปลง state ที่ทำให้เกิด output เลย สิ่งที่เรารู้มีเพียง output ที่ออกมา

    สัญกรณ์ (Notation)
    HMM หรือเรียกย่อๆว่า model จะถูกแทนด้วย lamda = (A,B,pi) โดย

    • A แทน prob ในการเปลี่ยนจาก state หนึ่งไปเป็น state อื่นๆ
    • B แทน prob ในการให้ output ต่างๆที่ state ต่างๆ
    • pi แทน starting state

    ปัญหาพื้นฐาน

    1. การหา prob สูงสุด ที่เป็นไปได้ของ output เมื่อให้ model มา
    2. การหา state sequence ที่ทำให้ได้ prob สูงสุด เมื่อให้ model และ output มา
    3. การหา model ที่ทำให้ได้ prob สูงสุด เมื่อให้ output มา

    ปัญหาข้อที่ 1
    ใช้ในการหาความน่าจะเป็นที่ output sequence หนึ่งๆ จะ match กับ model ตัวอย่าง มี algorithm ให้เลือกใช้ในการแก้ปัญหานี้ 2 แบบ คือ forward algorithm และ backward algorithm ซึ่งเป็น dynamic programming ทั้งคู่

    ปัญหาข้อที่ 2
    ใช้เป็นส่วนหนึ่งในการ train model โดยใช้ Viterbi algorithm ในการแก้ปัญหา ซึ่ง algorithm นี้ก็เป็น dynamic programming เช่นกัน

    ปัญหาข้อที่ 3
    คือสิ่งที่จะทำเมื่อต้องการ train model โดยหลักการแล้ว จะสร้าง model ต่างๆแล้วใช้ algorithm สำหรับปัญหาข้อที่ 2 ในการ maximize เพื่อหา prob สูงสุดที่ model นั้นๆทำได้สำหรับ observation แล้วเลือก model ที่มี prob สูงสุดเป็นคำตอบ algorithm ที่ใช้แก้ปัญหาข้อนี้มี 2 แบบ คือ segmental k-means และ Baum-Welch re-estimation

    foo & bar

    foo และ bar เป็นศัพท์ที่ใช้ในวงการคอมพิวเตอร์ โดยมักจะถูกใช้เป็นชื่อในการยกตัวอย่างต่างๆ ผู้ที่เริ่มศึกษาคอมพิวเตอร์ใหม่ๆอาจจะงง ว่าทำไมต้อง foo แล้วทำไมต้อง bar แต่เมื่ออ่านไปหลายๆเรื่อง ก็จะพบทั้งสองตัวนี้เป็นประจำ

    ใน RFC3092 จะมีความหมาย และที่มาของ foo, bar และศัพท์ทำนองนี้ที่ใช้ในการยกตัวอย่าง รวมถึง reference ว่ามีการใช้คำเหล่านี้ใน RFC ได้บ้าง

    อ้างอิง http://www.faqs.org/rfcs/rfc3092.html

    April 21

    International Course ในเมืองไทย

    ที่คณะพึ่งจะเปิดหลักสูตรนานาชาติเป็นปีแรก มีคนให้ความสนใจสมัครพอสมควร อัตราการแข่งขันราวๆ 2:1 ถ้ารับเต็มจำนวน แต่คณะก็บอกไว้ว่า อาจจะรับไม่เต็มจำนวน จะรับเฉพาะที่มีคุณสมบัติผ่านเท่านั้น สาเหตุในการเปิดหลักสูตรนานาชาติ ตามที่แจ้ง คือ เพื่อรองรับตลาดระดับสากล เพราะไทยเปิดการค้ากับต่างประเทศมากขึ้น อุตสาหกรรมต่างๆขยายตัวมากขึ้น และมีการร่วมทุน หรือกิจการกับต่างชาติเพิ่มขึ้น หลักสูตรนานาชาติจึงถูกออกแบบมาเพื่อรองรับความเป็น "สากล" นี้

    แต่ถ้ามองย้อนกลับไป หลักสูตรเดิมที่เป็นอยู่มีอะไรบกพร่อง ถึงจะรองรับความเป็นสากล ไม่ได้ ตัวเนื้อหานั้นเชื่อได้ว่าไปเทียบกับนานาอารยประเทศ ก็ไม่ต่างกับเขามากนัก ตัวอาจารย์ผู้สอน เป็นชุดเดียวกับที่สอนหลักสูตรปกติ ดังนั้น คุณภาพ และมุมมองของอาจารย์ ไม่ต่างกับหลักสูตรเดิมแน่ๆ หรือจะเป็นที่ภาษาอังกฤษ ซึ่งเป็นข้อแตกต่างอย่างเห็นได้ชัด แต่ภาษาอังกฤษก็ไม่ใช่ใจความสำคัญของเนื้อหาวิชา ถ้าจะบอกว่าหลักสูตรนานาชาติดี เพราะสอนเป็นภาษาอังกฤษ เห็นจะไม่ถูกต้องนัก

    ข้อแตกต่างที่เห็นได้ชัดของหลักสูตรนานาชาติกับหลักสูตรปกติอีกข้อ คือ ค่าเล่าเรียน ซึ่งจะสูงกว่าหลักสูตรปกติหลายเท่าตัว แต่เด็กที่เรียนในหลักสูตรเหล่านี้ก็ใช้ทรัพยากรต่างๆของมหาวิทยาลัยได้เท่าๆกันกับหลักสูตรปกติ ถ้าเช่นนั้น เหตุใดจึงต้องเก็บค่าเล่าเรียนสูงด้วย ถ้าเด็กสามารถเลือกได้ ก็คงเลือกเรียนหลักสูตรที่ราคาต่ำกว่า ดังนั้น เด็กที่เหลือมาเรียนหลักสูตรนานาชาติส่วนใหญ่ จึงเป็นเด็กที่ไม่สามารถเข้าเรียนหลักสูตรปกติได้ หรือว่ากันตามภาษาชาวบ้าน หลักสูตรอินเตอร์ ก็คือหลักสูตรหาเงินของมหาวิทยาลัย คุณภาพที่ได้ ส่วนใหญ่ก็ด้อยกว่าหลักสูตรทั่วๆไป

    อย่างไรก็ตาม กฎทุกกฎย่อมมีข้อยกเว้น เด็กระดับต้นๆของหลักสูตรนานาชาติ มักจะได้รับทุนจากมหาวิทยาลัย ดังนั้น ถึงค่าเล่าเรียนจะแพง แต่ก็ไม่ต้องจ่าย ดังนั้น ก็จะมีเด็กจำนวนหนึ่งที่ตั้งใจเข้าเรียนหลักสูตรนี้ตั้งแต่ต้น เพราะเชื่อว่าน่าจะได้รับการยกเว้นค่าเล่าเรียน และได้กำไรจากการที่เรียนเป็นภาษาอังกฤษตลอด ทำให้ได้เปรียบด้านภาษาด้วย แต่ก็ต้องยอมรับว่า เด็กกลุ่มนี้เป็นจำนวนน้อยมากๆเทียบกับจำนวนเด็กทั้งหมดในหลักสูตร

    ทั้งท่จริงๆแล้ว หลักสูตรนานาชาติ น่าจะเป็นหลักสูตรชั้นดี ที่เด็กแย่งกันเข้า แต่จากการบริหารจัดการที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ทำให้กลายเป็นหลักสูตรที่คนส่วนใหญ่จะไม่เลือกถ้าไม่มีทางเลือกที่ดีกว่า หากลดความแตกต่างด้าน ค่าเล่าเรียน หรือสร้างจุดแข็งในเรื่องความเป็นนานาชาติ เช่น มีอาจารย์จากมหาวิทยาลัยมีชื่อเสียงในต่างประเทศมาสอน ส่งไปเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนที่ประเทศอื่น รับนักศึกษาต่างชาติที่มีคุณภาพเข้ามาเรียน หลักสูตรนี้ก็น่าจะกลายเป็นหลักสูตรที่เด็กแย่งกันเข้า และสร้างคนที่มีคุณภาพจริงๆได้ตามวัตถุประสงค์

    April 20

    Speech Recognition

    Speech Recognition เกิดขึ้นเพราะต้องการให้คอมพิวเตอร์สามารถเข้าใจเสียงพูดของมนุษย์ได้ สาขานี้อาศัยความร่วมมือของผู้เชี่ยวชาญ 3 สาขาหลักๆ คือ ภาษาศาสตร์ (linguistics), digital signal processing (DSP), computer science

    ในทำนองเดียวกันกับ handwriting recognition จะเห็นได้ว่า เสียงพูดของมนุษย์ ถ้าพูดคำเดียวกัน เสียงผู้ชาย ผู้หญิง เด็ก นั้น ไม่เหมือนกัน แต่ฟังได้ว่าเป็นคำเดียวกัน ดังนั้นต้องมีลักษณะอะไรบางอย่างที่เป็น feature ของคำ ที่ทำให้คน recognize ได้ สำหรับการประมวลผลด้วยคอมพิวเตอร์ ข้อมูลดิบของเสียงพูดจะอยู่ในลักษณะของคลื่นใน time domain (ความดังของเสียง ณ เวลาต่างๆ)

    อย่างไรก็ตาม การพิจารณาใน time domain ไม่สามารถบอกความแตกต่างของเสียงได้ แต่ถ้าพิจารณาใน frequency domain จะพบว่า เสียงที่ต่างกันนั้น มีลักษณะคลื่นต่างกันอย่างเห็นได้ชัด

    ดังที่กล่าวแล้วว่า เสียงเป็นคลื่นชนิดหนึ่ง ซึ่งเกิดจากลมที่หลอดลมถูกส่งออกมาทางปาก แต่ระหว่างทางก็จะผ่านส่วนต่างๆตั้งแต่ เส้นเสียง คอ ปาก จนหลุดออกมาที่ริมฝีปาก ส่วนที่มีผลอย่างมากต่อการทำให้ลมนั้นเป็นเสียงที่ต่างกัน คือ เส้นเสียง และอวัยวะในช่องปาก การศึกษาเรื่องวิธีการออกเสียงต่างๆนี้อยู่ในวิชาสัทศาสตร์ (phonetics)

    จากการศึกษาพบว่า วิธีการออกเสียงจะส่งผลโดยตรงถึงลักษณะต่างๆของคลื่นใน frequency domain ดังนั้น ในการ recognize เราจะหา feature จาก frequency domain เป็นหลัก

    เช่นเดียวกับ pattern recognition อื่นๆ ในขั้นตอน pre-processing ต้องมีการกำจัดข้อมูลรบกวน เช่น noise, ปรับความดังให้อยู่ในระดับมาตรฐาน สำหรับตัว recgonizer ก็เลือกเอาตามสะดวก (จริงๆแล้ว ก็มีงานวิจัยว่า recognizer ตัวใดเหมาะสมกับงานประเภทนี้อยู่)

    ตัวอย่าง application ที่ใช้ speech (หรือ voice) recognition คือ โทรศัพท์ตอบรับอัตโนมัติ เช่น จองตั๋วเครื่องบิน สอบถามรอบฉายภาพยนตร์ หรือการสั่งการอุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆด้วยเสียง ในต่างประเทศ application เหล่านี้ค่อนข้างแพร่หลายแล้ว แต่ในไทย เนื่องจากเรายังไม่สามารถทำ recognizer ที่มีประสิทธิภาพดีเพียงพอที่จะนำมาใช้เชิงธุรกิจได้ จึงยังไม่เห็นการนำมาใช้มากนัก

    April 19

    ภาษา เป็นอุปสรรคในการศึกษาทางวิทยาศาสตร์

    มีหลายคนบอกว่า ตำราภาษาทางวิทยาศาสตร์ที่เป็นภาษาไทยมีน้อย ทำให้เด็กไทยขาดแหล่งค้นคว้าหาความรู้เพิ่มเติม ส่วนศัพท์แสงต่างๆที่ใช้ในวงการวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่ก็จะเป็นภาษาอังกฤษ ทำให้คนที่ไม่ชอบภาษาอังกฤษ พาลจะไม่ชอบวิทยาศาสตร์ไปด้วย

    สำหรับภาษาอังกฤษ ส่วนตัวแล้วยังเห็นว่า จำเป็นมากสำหรับการเรียนในสาขาวิทยาศาสตร์ เพราะงานประชุมวิชาการ วารสารวิชาการ ต่างๆ ระดับสากลก็เป็นภาษาอังกฤษทั้งสิ้น การแปลตำราที่มีเป็นภาษาไทย จะช่วยได้สำหรับผู้ที่กำลังเริ่มเรียนรู้ หรือความรู้ขั้นต้น แต่ในระดับของการต่อยอดในระดับสูง ก็จำเป็นต้องใช้ภาษาอังกฤษอยู่ดี

    ในเรื่อง ศัพท์เทคนิคที่ใช้กันนั้น ราชบัณฑิตท่านพยายามแปลให้เป็นภาษาไทยแล้ว แต่ไม่ค่อยเป็นที่นิยมใช้นัก สำหรับผู้ที่เชี่ยวชาญอยู่ในวงการ ก็ใช้ภาษาอังกฤษกันมาจนชิน พอแปลเป็นไทย กลายเป็นว่าไม่เข้าใจ ต้องแปลกลับให้เป็นภาษาอังกฤษ ทำให้ไม่ค่อยอยากใช้ และอาจจะลามไปถึงว่า ไม่อยากแปลตำราให้เป็นภาษาไทย เพราะเข้าใจว่า มันจะทำให้คนอ่านเข้าใจเนื้อหานั้นยากขึ้น หรือถ้าจะทับศัพท์ไป ก็กลายเป็นว่าใช้ไทยคำอังกฤษคำ ก็ไม่ดีอีก

    การใช้ศัพท์โดยไม่แปลนั้นก็มีข้อดี เพราะจะทำให้ผู้เรียนไปอ่านตำราที่เป็นภาษาอังกฤษได้สะดวกขึ้นมาก เพราะศัพท์ที่ใช้เป็นตัวเดียวกัน ตำราวิชาการส่วนมาก ไม่ต้องเก่งภาษามาก ก็พออ่านได้ เพราะรู้ศัพท์แทบทุกตัวในนั้น แต่ถ้าเรียนมาเป็นภาษาไทยทั้งหมด ก็แทบจะอ่านไม่รู้เรื่องเลย เพราะไม่เข้าใจศัพท์เฉพาะเหล่านั้นว่ามันคืออะไร

    การแปลศัพท์เฉพาะให้เป็นภาษาไทย จำได้ว่ามีช่วงหนึ่ง ที่การแปล จะแปลโดยใช้คำบาลีสันสกฤต เข้าใจว่า คงให้เทียบได้กับภาษาอังกฤษซึ่งใช้คำที่มีรากศัพท์เป็นลาติน แต่ก็ทำให้คนไทยไม่เข้าใจอยู่ดี หลังๆมานี้ก็เลยใช้ภาษาธรรมดา แต่ก็กลายเป็นว่าต้องใช้คำยาวๆ เยิ่นเย้อ เสียอีก ภาษาอังกฤษก็ไม่เอา คำยาวๆก็ไม่เอา บาลีสันสกฤตก็ยากไม่เอาอีก กลายเป็นว่า ไม่เรียนเลยเสียจะดีกว่า (อันที่จริงคำยาวๆ คงมีแต่ผู้เชี่ยวชาญที่ไม่ชอบ คนทั่วไปคงไม่คิดอะไร)

    การใช้ศัพท์เทคนิคภาษาไทย บางคำก็เป็นที่ยอมรับ เช่น สมการ (equation = การเท่ากัน แปลตรงตัวดีมาก) ก็เห็นว่าใช้กันได้ ไม่เห็นจะบ่นอะไร มันขึ้นอยู่กับการยอมรับที่จะเปลี่ยนของผู้เชี่ยวชาญในวงการทั้งหลายเสียมากกว่า หากท่านเหล่านั้นใช้ภาษาไทยกันให้บ่อยขึ้น ผู้ที่จะเรียนรู้ใหม่ๆได้ยินได้ฟังภาษาไทยกันมากขึ้น ก็จะติดหู และยอมรับกันไปได้เอง

    แต่ดูจากความสามารถทางภาษาอังกฤษของคนไทยโดยรวม และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง คนไทยบางกลุ่มแค่เห็นว่าเป็นภาษาอังกฤษก็ถอยแล้ว โดยยังไม่ได้อ่านเนื้อหาด้วยซ้ำ การแปลใช้ภาษาไทย ดูจะเป็นหนทางที่ได้ประโยชน์กว่า เพราะทำให้คนสนใจกว้างขึ้น มีผู้เรียนรู้ได้มากขึ้น ในขณะที่ถ้าใช้ภาษาอังกฤษ ความรู้ก็จะจำกัดอยู่แต่กลุ่มผู้เชี่ยวชาญ และคนที่ตั้งใจจริงๆเท่านั้น

    April 18

    มุมมองตลาดงานคอมพิวเตอร์ในเมืองไทย

    สำหรับเมืองไทย คนจบ Com Sci, Com Eng, IT ลักษณะงานแทบจะไม่ต่างกัน เพราะตัวหลักสูตรเองก็ไม่ต่างกันมากนัก (เพราะต้องทำให้ support ตลาดงาน) อาจารย์ท่านหนึ่งกล่าวไว้ว่า ความต้องการของตลาด หลักสูตร และความคาดหวังของผู้เรียน ก็เป็นเหมือนเวกเตอร์แกน x y z ซึ่ง dot กันแล้วได้ 0 ทุกแกน  หมายความว่า สิ่งที่เรียน ก็แทบไม่ได้เอาไปใช้งาน สิ่งที่อยากเรียนก็ไม่สอน งานที่ต้องทำก็ไม่ใช่สิ่งที่อยากเรียน แต่ผู้ที่จะอยู่ในสายงานนี้ได้ ต้องเป็นผู้ที่หมั่นหาความรู้ด้วยตนเองอยู่เสมอ เพราะวิชาด้านคอมพิวเตอร์จะล้าสมัยเร็วมาก ดังนั้น สิ่งที่สอนกันในมหาวิทยาลัยก็มักจะเป็นแค่พื้นฐานสำหรับไปศึกษาต่อด้วยตนเอง

    ลักษณะงานแบ่งได้ออกเป็น 3 สายงานหลักๆ

    1. Hardware ค่อนข้างออกไปในแนว electronics ซึ่งส่วนใหญ่จะมีแต่ com eng
    2. Software เกี่ยวกับการทำโปรแกรมต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Enterprise Solution
    3. Network

    ตลาดงานที่เป็น Majority มากๆคือ Software รองลงไปเป็น Network ส่วน Hardware มีน้อยกว่า อาจจะเป็นเพราะต้องลงทุนในด้านอุปกรณ์ด้วย ทำให้ส่วนใหญ่มุ่งไปทาง Software หรือ Network แทน

    งานทั้ง 3 สาย สามารถแบ่งระดับผู้ปฏิบัติงานได้เป็น 2 ระดับ คือ ระดับ Design และ Developer (หรือพูดแย่ๆว่า สมอง กับ แรงงาน) โดยทั่วไปแล้วเด็กที่จบมาใหม่ก็จะเริ่มต้นที่ Developer ก่อน เพื่อสั่งสมประสบการณ์ แล้วจึงก้าวไปสู่ระดับ Design

    การเติบโตในสายอาชีพด้านคอมพิวเตอร์มี 2 สายหลักๆ ที่เห็นได้ชัด คือ สายบริหาร และ สายเทคนิค

    • ในสายบริหาร หลังจากผ่าน project มาระดับนึง ก็จะได้เลื่อนขั้นเป็น project manager และคุม project ที่ซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ สายงานนี้ ก็เหมือนการทำงานบริหาร ผู้ที่จะเติบโตในสายงานนี้ต้องมีคามเป็นผู้นำ มีความสามารถด้านการบริหารจัดการความเสี่ยง จัดการทรัพยากรให้เหมาะสม
    • สำหรับคนที่ไม่ชอบงานบริหาร หลังจากผ่าน project มาระดับนึงจนเริ่มมีความเชี่ยวชาญ จะได้ตำแหน่งในลักษณะ specialist และอาจะเป็น consultant ในด้านเทคนิคต่อไป

    สาขาย่อยที่ค่อนข้างโดดเด่นของงานคอมพิวเตอร์เมืองไทยในปัจจุบัน คือ MIS (Management Information System) และ Computer Graphic & Animation

    • MIS ก็คือการนำคอมพิวเตอร์มาช่วยในการเก็บรวบรวมข้อมูล และวิเคราะห์ผลต่างๆ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่องค์กร และช่วยในการตัดสินใจของผู้บริหาร จะเห็นได้ว่า ปัจจุบันคอมพิวเตอร์เข้าไปมีบทบาทในองค์กรทุกระดับ ผู้ชำนาญในสาขานี้จึงเป็นที่ต้องการมาก งานในด้านนี้ต้องการความสามารถด้านการวิเคราะห์ความต้องการของระบบ และการ design ระบบงาน
    • CG & Animation เข้ามาอยู่ในกระแส เพราะรัฐบาลสนับสนุน เห็นได้จากงาน TAM ปีแรกกับปีที่สอง บริษัทต่างๆมีพัฒนาการอย่างเห็นได้ชัด จริงๆแล้วงานในสายนี้ ผู้ที่ไม่ค่อยมีความสามารถเชิงศิลปะก็สามารถทำได้ เพราะลึกๆแล้ว การสร้างรูปต่างๆ การเคลื่อนไหวแบบต่างๆ อธิบายด้วยสมการเชิงคณิตศาสตร์ทั้งสิ้น วิชาทำนองนี้ที่สอนในมหาวิทยาลัยต่างๆ จึงไม่ใช่วิชาสอนวาดรูป แต่เป็นสมการคณิตศาสตร์ต่างๆ

    สาเหตุที่ลักษณะงานเมืองไทยยังวนเวียนอยู่เท่านี้ ยังไม่หลากหลาย ไม่มี software ดีๆระดับ Microsoft Office, Photoshop เพราะ คนไทยยังไม่ให้ความสำคัญกับเรื่องลิขสิทธิ์ คนไทยมักคิดว่า การจ่ายเงินซื้อโปรแกรมราคาระดับพันบาท แพงเกินไป โดยไม่คิดถึงค่ามันสมองของทีมพัฒนา ทำให้บริษัทไทยต้องทำธุรกิจในเชิง Enterprise Solution หรือ การรับจ้างพัฒนาระบบ เพราะระบบเหล่านี้ ทำทีเดียวใช้ได้ทุกที่ ทุกบริษัทก็ทำเหมือนๆกัน และได้เงินแน่นอน